การเก็บน้ำนมแม่

posted on 08 Mar 2012 16:03 by potjanee
สถานที่เก็บ อุณหภูมิ ระยะเวลาเก็บ
ตั้งทิ้งไว้ 25 C 4-6 ช.ม.
ตั้งทิ้งไว้ 19-22 C 10 ช.ม.
กระติกใส่น้ำแข็ง 15 C 24 ช.ม.
ตู้เย็นช่องธรรมดา 0-4 C 8 วัน
ช่องแช่แข็งตู้เย็นประตูเดียว   2 สัปดาห์
ช่องแช่แข็งตู้เย็น 2 ประตู    4-6 เดือน
ช่องแช่แข็งเย็นจัด ตู้เย็นชนิดพิเศษ -19 C 6 เดือน หรือมากกว่า
 
 

ปริมาณนมที่เหมาะสมสำหรับทารกโดยประมาณ

 

อายุ ปริมาณต่อมื้อ (โดยเฉลี่ย)
แรกเกิด - 2 เดือน 2-5 oz.
2 - 4 เดือน 4-6 oz.
4 - 6 เดือน
5-7 oz.
  • เมื่อต้องการนำนมที่แช่แข็งไว้มาใช้  ให้ละลาย นมแม่ ที่แช่แข็งด้วยการนำมาแช่ในตู้เย็นปกติก่อนล่วงหน้า 1 คืน (12 ช.ม.) ถ้าลูกชอบแบบเย็นๆ ก็เขย่าๆ ให้ไขมันที่แยกชั้นละลายเข้ากันแล้วป้อนได้เลย  แต่ถ้าลูกไม่ชอบก็นำมาแช่ในน้ำอุ่นก่อนป้อน ห้ามใช้น้ำร้อนจัดหรือไมโครเวฟ เพราะจะทำลายเซลล์มีชีวิตที่อยู่ใน นมแม่ 
  • ไม่ควรปล่อยให้นมแช่แข็งละลายเองที่อุณหภูมิห้อง ถ้าลืมและต้องการให้ละลายเร็ว ให้แช่ในน้ำธรรมดาให้เป็นอุณหภูมิปกติ แล้วเปลี่ยนเป็นแช่น้ำอุ่น
  • นมที่เก็บในถุงเก็บนมแม่จะละลายเร็วกว่าเก็บในขวดหรือภาชนะอื่นๆ
  • น้ำนมที่ละลายแล้ว สามารถเก็บในตู้เย็นได้ 24 ช.ม. น้ำนมที่เหลือจากการป้อนนมในขวดหรือถ้วย สามารถเก็บได้ถึงมื้อต่อไปเท่านั้น
  • ไม่ควรนำนมแช่แข็งที่ละลายแล้ว กลับไปแช่แข็งใหม่
  • สามารถผสมน้ำนมแม่ที่บีบหรือปั๊มออกมาใหม่ใส่รวมกับน้ำนมแม่ที่แช่เย็นไว้ก่อนแล้วได้ภายใน 24 ช.ม.หลังจากการเก็บครั้งแรก
  • ถ้าต้องการใช้นมภายใน 8 วันหลังจากปั๊ม ไม่ต้องแช่แข็ง ให้แช่ตู้เย็นช่องปกติ  ถ้าต้องการแช่แข็ง ให้แช่แข็งภายใน 24-48 ช.ม. หลังจากปั๊มออกมา (ยิ่งแช่แข็งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น)
  • น้ำนมแช่แข็งที่ละลายแล้ว  อาจมีกลิ่นหืน แต่ไม่เสีย (นอกจากมีกลิ่นรุนแรงมากและมีรสเปรี้ยว จึงจะเสีย)

หมายเหตุ

คำแนะนำในการเก็บรักษาน้ำนมแม่ข้างต้น เป็นคำแนะนำทั่วๆ ไป ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติได้  สิ่งใดก็ตามที่แตกต่างไปจากคำแนะนำดังกล่าว ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละครอบครัว  ถ้ากังวลมากก็ไม่ควรทำ  แต่ถ้าคิดว่าน่าจะได้ ก็ทดลองทำดูได้  อาจจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้  ก็จำไว้เป็นประสบการณ์ของตนเองค่ะ ถ้าอยากทราบว่านมเสียหรือไม่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ชิมค่ะ

๑๐ เคล็ดลับในการให้ลูกกินนมจากอกแม่ได้ครบหนึ่งปี

โดย คริสทีน ฟอสเตอร์, เมาน์เทนวิว แคลิฟอร์เนีย

จาก NEW BEGINNINGS, เล่มที่ ๒๓ ฉบับที่ ๑, มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๐๐๖, หน้า ๔-๘

ถึงแม้สมาคมกุมารเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาและองค์กรทางการแพทย์อื่นๆ จะให้คำแนะนำไว้อย่างชัดเจนว่า ทารกควรจะได้กินนมจากอกแม่จนกระทั่งอายุครบ ๑ ขวบ แต่มีแม่และทารกจำนวนไม่มากที่สามารถทำได้สำเร็จ แม้ว่าแม่ลูกอ่อนในสหรัฐอเมริกามากกว่า ๗๐% จะให้ลูกกินนมจากอกแม่ตอนแรกคลอด แต่มีเพียง ๑๖% เท่านั้นที่ยังคงให้ลูกกินนมจากอกแม่ตอนอายุ ๑ ขวบ เหตุผลที่คุณแม่จำนวนมากไม่สามารถทำได้สำเร็จตามเป้าหมายเป็นเรื่องซับซ้อน อาจเป็นเพราะสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่ได้ช่วยส่งเสริมการให้ลูกกินนมจากอกแม่มากพอ

การมีทางเลือกอื่นที่ง่ายกว่าเวลาเกิดปัญหาหรือความลำบากในการให้นม และการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพของเด็กกินนมแม่ซึ่งจะแตกต่างจากเด็กกินนมขวดอย่างมหาศาล และเหตุผลอื่นๆ แต่คุณแม่ที่ตั้งใจจริงส่วนใหญ่จะสามารถให้ลูกกินนมจากอกแม่ได้จนครบปีหรือนานกว่านั้น บทความนี้จะให้คำแนะนำและเคล็ดลับที่จะทำให้คุณแม่ไปถึงเป้าหมายได้

 

๑. ขอความช่วยเหลือ

ถึงแม้คุณแม่ส่วนใหญ่จะได้เริ่มให้ลูกกินนมแม่จากอกแม่หลังคลอด แต่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในการให้นมลูกมาก่อน ความเปลี่ยนแปลงที่คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญหลังคลอดบุตรเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา และบ่อยครั้งก็น่าประหลาดใจ หลักการทางทฤษฎีในการวางแผนให้ลูกกินนมจากอกแม่อาจจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการให้นมลูกในทางปฏิบัติ ดังนั้นการได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการให้ลูกกินนมจากอกแม่จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายใจและมั่นใจมากขึ้น

 

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการขอความช่วยเหลือ คือการเข้าร่วมประชุม LLL* ในระหว่างตั้งครรภ์ ผู้นำที่มีประสบการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าคุณแม่ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของ LLL ก่อนทารกคลอดมักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการให้นมลูกน้อยกว่า เพราะพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของการให้ลูกกินนมจากอกแม่มากกว่า และถ้าพวกเขาเจอปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คุณแม่ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของ LLL แล้ว ก็มักจะไม่ลังเลใจที่จะโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผู้นำ LLL ที่พวกเขารู้จัก

 

การให้สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนๆ ได้รับรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของการให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของคุณก็อาจจะช่วยได้มาก ตอนที่ยูนิที ดีนส์เริ่มตั้งครรภ์ลูกแฝด เธอเขียนรายการเหตุผลต่างๆ อธิบายว่าทำไมลูกทั้งสองของเธอจำเป็นต้องได้กินนมแม่ เพื่อทำให้ คลี สามีของเธอเข้าใจถึงเป้าหมายในการให้ลูกกินนมจากอกแม่ของเธอ การเตรียมการล่วงหน้าของยูนิทีมีความหมายมาก เพราะตอนที่พวกเขาประสบกับปัญหาในช่วงสัปดาห์แรกๆ เธอได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสามี “เขารู้สึกประหลาดใจมากที่มีเหตุผลมากมายขนาดนั้น” เธอกล่าว

 

๒. หัดให้ลูกกินนมจากอกนมแม่ในที่สาธารณะ

การฝึกหัดที่จะให้ลูกกินนมจากอกแม่ในที่สาธารณะอาจจะเป็นเรื่องลำบากมาก โดยเฉพาะในชุมชนที่การให้ลูกกินนมจากอกแม่ไม่ใช่เรื่องปกติ ผู้หญิงที่รู้สึกไม่มั่นใจที่จะให้นมลูกในที่สาธารณะมักจะมีปัญหาในการให้ลูกกินนมจากอกแม่จนถึงหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น ถ้าคุณแม่ไม่ต้องการให้นมลูกในที่สาธารณะ ก็ควรจะต้องลดกิจกรรมนอกบ้านลง หรือจะต้องปั๊มนมออกมาเก็บไว้เพื่อให้ลูกกินนมจากขวด ทั้งสองวิธีอาจจะเป็นเรื่องน่าอึดอัดและจำกัดสายสัมพันธ์ของการให้ลูกกินนมจากอกแม่

 

คุณแม่บางคนรู้สึกว่าเสื้อให้นมมีประโยชน์มากเวลาให้นมลูกในที่สาธารณะ ในขณะที่บางคนก็รู้สึกว่าการให้นมลูกโดยการเปิดเสื้อขึ้นจากด้านล่างและจับให้ทารกบังผิวหนังที่เปิดเผยก็สะดวกพอๆ กัน คุณแม่จำนวนมากเพิ่มความมั่นใจโดยการหัดให้นมในที่ที่ตนเองเคยชิน (เช่น ในการประชุม LLL) หรือฝึกหัดหน้ากระจกเพื่อดูว่าสิ่งที่คนอื่นเห็นเป็นอย่างไร บางครั้งการมีคนสนิทไปเป็นเพื่อนในการออกนอกบ้านช่วงแรกๆ อาจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกมั่นใจมากขึ้น “ถึงแม้คนจะรู้ว่าเรากำลังให้นมลูก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่” ยูนิทีกล่าว “พยายามสร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ว่าคุณกำลังให้นมลูก คุณกำลังทำให้ลูกสบายใจ นั่นคือหน้าที่ของเต้านมของคุณ”

 

บ่อยครั้งคุณแม่ก็อาจจะได้รับกำลังใจสำหรับความสัมพันธ์ของการให้ลูกกินนมจากอกแม่จากคนแปลกหน้าที่ได้เห็นเธอให้นมลูก ดอว์น เบิร์ค ผู้นำ LLL ในรัฐจอร์เจียเล่าว่า “ฉันรู้สึกไม่มั่นใจกับการให้นมลูกในที่สาธารณะตอนมีลูกคนแรก” ตอนที่ลูกของเธออายุประมาณ ๘ เดือน พวกเขาไปตลาดนัดที่ขายผักผลไม้ด้วยกัน ลูกของเธออยากกินนมแม่เต็มที่ ดอว์นหาจุดที่ค่อนข้างปลอดคน ตรงลังใส่นมใกล้ๆ กับที่พักพนักงานและคนทั่วไป เธอนั่งลงให้นมลูก พนักงานชายสูงอายุคนหนึ่งเดินเข้ามาและกล่าวชมการให้นมลูกของเธอเสียงดัง “ดีจังที่เห็นคุณให้ลูกกินนมแม่” ดอว์นเล่าว่าเขาพูดว่า “ผมมาจากประเทศอินเดีย” เขาบอกต่อไปว่า “และที่นั่นการให้ลูกกินนมจากอกแม่เป็นเรื่องสำคัญมาก คุณให้ลูกกินนมแม่ต่อไปนะ มันดีมากๆ” ตอนนนี้ดอว์นกล่าวว่า “ฉันบอกคุณแม่ทั้งหลายให้รับความช่วยเหลือและกำลังใจจากทุกที่ที่หาได้”

 

๓. หลีกเลี่ยงการใช้ขวดนมและจุกนมเทียม

มีทารกบางคนสามารถใช้ขวดนมและจุกนมเทียมและยังสามารถกินนมจากอกแม่ต่อเนื่องได้จนถึง ๑ ขวบ แต่หนังสือ “THE BREASTFEEDING ANSWER BOOK” ระบุว่าการตอบสนองความต้องการในการดูดของทารกด้วยสิ่งอื่นนอกเหนือจากเต้านมมีโอกาสทำให้เกิดการหย่านมเร็วกว่าที่ควร การใช้จุกนมยางในช่วงสัปดาห์แรกๆ สามารถรบกวนความสามารถของทารกในการดูดนมจากอกแม่

 

LLL แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้จุกนมยางในช่วงสัปดาห์แรกๆ ซึ่งอาจจะทำให้คุณแม่รู้สึกสับสนกับคำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่าทารกควรจะนอนหลับไปพร้อมกับจุกนมเทียมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคไหลตายในเด็ก (Sudden Infant Death Syndrome หรือ SIDS) LLL เชื่อว่าคำแนะนำนี้ไม่ได้พิจารณาหลักการสำคัญเกี่ยวกับการกินนมจากอกแม่ และจะเกิดผลเสียต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ในการกินนมจากอกแม่ในระยะยาว ประกาศที่ออกโดย LLL ระบุว่า

 

จุกนมเทียมคือสารสังเคราะห์ที่นำมาทดแทนสิ่งที่เต้านมทำได้โดยธรรมชาติ ทารกที่กินนมจากอกแม่มักจะกินนมจนหลับไปทั้งตอนนอนกลางวันและตอนกลางคืน การใช้จุกนมเทียมตามที่สถาบันกุมารเวชศาสตร์แนะนำอาจจะทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงเนื่องจากเต้านมได้รับการกระตุ้นน้อยลง และอาจจะมีผลต่อระยะเวลาของการรให้ลูกกินนมจากอกแม่

 

อีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าจุกนมเทียมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทารก ทำไมถึงไม่ใช้สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งก็คือ เต้านม นั่นเอง

 

๔. หาวิธีให้คุณพ่อได้มีส่วนร่วม

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คุณแม่มือใหม่ตัดสินใจปั๊มนมใส่ขวดให้ลูกกินแทนการให้กินจากอกแม่ก็คือ พวกเขาอยากให้คุณพ่อได้มีส่วนร่วมในการให้นมลูกโดยใช้ขวดด้วย แต่การให้นมโดยใช้ขวดบ่อยๆ อาจนำไปสู่การหย่านมเร็วกว่าที่ควร ดังนั้นการหาวิธีอื่นที่คุณพ่อจะสามารถเชื่อมโยงกับทารกได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ หลายครอบครัวใช้การอาบน้ำหรือนวดตัวให้ทารกเป็นโอกาสพิเศษที่จะสร้างความผูกพันระหว่างพ่อกับลูก เพราะทารกมีโอกาสสัมผัสเนื้อแนบเนื้อกับพ่อและทำให้เขารู้สึกสบาย

 

ซินดี้ โฮเวิร์ด ผู้นำ LLL ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เล่าว่าสามีของเธอไม่ชอบให้ลูกสาวกินนมจากขวด เพราะลูกๆ จะทำท่าเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ตอนที่เกว็นลูกสาวคนเล็กยังเป็นทารก จอห์นสร้างความผูกพันโดยการนวดเท้าให้เธอในระหว่างที่ภรรยาของเขาเข้าชั้นเรียนออกกำลังกายตอนเช้า

 

เจนนิเฟอร์