อาการที่คุณแม่ไม่ควรนิ่งเฉยระหว่างตั้งครรภ์

คุณกำลังตั้งครรภ์และตื่นตระหนกกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะช่วงนี้ร่างกายกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลและแสดงปฏิกิริยาตอบโต้นับตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1-40 ด้วยวิธีอันน่าประหลาดใจ ส่วนใหญ่อาการที่ทำให้เราหวาดหวั่นกลับกลายเป็นไม่มีอะไรไปซะนี่ แล้วอาการแบบไหมกันหนอที่พึงระมัดระวังเป็นพิเศษ กุมารแพทย์ ดร.แคธี่ มอส บอกกล่าวเอาไว้ดังนี้

 


 

1. อาการ เลือดออกที่ช่องคลอด : น่าจะเป็น... ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง


เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีตั้งแต่ปริมาณเล็กน้อยแบบเป็นจุดหรือมีมาก แต่เลือดออกแบบไหนก็ทำให้กังวลได้ทั้งนั้น ส่งผลกระทบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์จำนวน 1 ใน 3 ในช่วงหนึ่งช่วงใด เลือดออกที่เกิดขึ้นตอน 3 เดือนแรกหรือที่เราเคยได้ยินว่าเป็น "เลือดล้างหน้า" แพทย์เชื่อว่าเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนกับผนังมดลูก ความเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ก็เป็นอีกสาเหตุของอาการเลือดออกได้เช่นกัน เพราะช่วงไตรมาสที่สองหรือไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ปากช่องคลอดเริ่มอ่อนไหวมากขึ้น สังเกตได้สีของปากมดลูก จะคล้ำขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมากเนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงมากเป็นพิเศษนั่นเอง


แต่อาจจะเป็น... สัญญาณของการแท้งหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก 
ที่แย่ที่สุดคืออาการเลือดออกที่เป็นสัญญาณของการแท้ง หากมีเลือดออกมากในช่วง 6-8 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ อาจบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์นอกมดลูกซึ่งตัวอ่อนเจริญเติบโตนอกมดลูก จัดเป็นอาการที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ด้วยการผ่าตัดหรือรับยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์


ถ้าคุณมีเลือดออกบวกด้วยกับอาการปวดท้องตอนช่วงท้ายการตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ให้ติดต่อพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ ตรวจเช็กการเต้นหัวใจ และดูท่าของทารก


สตรีมีครรภ์ 0.5 % มีอาการรกพันคอทารก หรือรกเกาะต่ำ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ จะทำให้เกิดเลือดออกโดยสีของเลือดค่อนข้างสด เป็นอาการที่เกิดขึ้นก่อนจะนำไปสู่อาการตกเลือด ซึ่งคุณต้องเข้ารับผ่าตัดคลอดโดยด่วน

 

2 อาการ ปวดท้องอย่างรุนแรง : น่าจะเป็น... อาหารไม่ย่อยหรือเนื้อเยื่อยืด


อาการปวดท้องส่วนใหญ่จัดเป็นเรื่องเล็ก เพราะในช่วงตั้งครรรภ์ระบบการย่อยอาหารของคุณทำงานเชื่องช้าลง ทำให้เกิดแก๊สและมีอาการท้องผูก เนื้อเยื่อหน้าท้องหนาขึ้นและยืดขยายออก เพราะมดลูกกำลังเจริญเติบโต ทารกที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเบียดกระเพาะปัสสาวะทำให้รู้สึกเจ็บปวดได้ คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนมีอาการเจ็บท้องหลอกซึ่งทำให้รู้สึกเจ็บได้เช่นกัน


แต่อาจจะเป็น... ทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก
ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและมดลูกที่โตขึ้นทำให้การไหลของปัสสาวะจากไตไปยังกระเพาะปัสสาวะเชื่องช้าลง เชื้อแบคทีเรียภายในกระเพาะปัสสาวะจึงมีเวลาเจริญเติบโตขึ้นมาได้ อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบควรบำบัดด้วยยาปฏิชีวนะเนื่องจากมีการติดเชื้อที่บริเวณไต ซึ่งอาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดได้


อาการปวดท้องตอนช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณการแท้งครรภ์หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก ส่วนในกรณีที่มีอาการปวดท้องมากโดยที่มีเลือดออกหรือไม่มีก็ตาม อาจหมายถึงรกเริ่มลอกตัวจากผนังมดลูก ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงต้องเข้ารับการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน

 

3 อาการ ปวดหัวอย่างต่อเนื่อง : น่าจะเป็น... ขาดน้ำหรือเหนื่อย


อาการปวดหัวอาจเพิ่มมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ 1-2 % ที่ไม่มีประวัติเป็นโรคไมเกรนมาก่อนสามารถเกิดอาการนี้ขึ้นมาได้ด้วยสาเหตุหลายประการ คือ ขาดน้ำ ฮอร์โมน ความเครียด และเหน็ดเหนื่อย เมื่อครรภ์แก่มากขึ้นอาการปวดหัวอาจเกิดจากทรงตัวได้ไม่ดีเพราะช่วงหลังต้องรับน้ำหนักมากเป็นพิเศษ การดื่มน้ำมากๆและพักผ่อนมากๆ ช่วยลดอาการอันเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ให้ปรับปรุงการทรงตัวและบรรเทาอาการด้วยการพยายามทำกิจกรรมต่างๆ ให้ช้าลง


แต่อาจจะเป็น... ครรภ์เป็นพิษ
ถ้าปวดหัวตามด้วยวิงเวียน คลื่นไส้ ตาพร่า เห็นแสงแว่บ และมีเลือดออกเป็นจุด อาจเป็นสัญญาณของอาการครรภ์เป็นพิษ อาการครรภ์เป็นพิษเล็กน้อยหรือความดันโลหิตสูงก่อนตั้งครรภ์ เกิดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ราว 10 % และควรได้รับการดูแลจากแพทย์


สาเหตุยังไม่ชัดเจนแต่มีแนวโน้มว่าเป็นกรรมพันธุ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว แม่ที่เพิ่งมีลูกแฝดท้องแรก และแม่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้รับการบำบัดอาจทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งค่อนข้างอันตราย มีความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดและรกเกาะต่ำ วิธีแก้ไขประการเดียวคือต้องทำคลอดทารกในทันที

 

 

4 อาการ กระหายน้ำจัด : น่าจะเป็น... ขาดน้ำ


เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่ตั้งครรภ์อาจจะรู้สึกกระหายน้ำ เพราะภายในร่างกายมีเลือดไหลเวียนเพิ่มมากขึ้นและมีเหงื่อออกมาก น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 25 % ระหว่างตั้งครรภ์มาจากของเหลวส่วนเกิน ดังนั้นต้องหมั่นดื่มน้ำให้มากๆ


แต่อาจจะเป็น... เบาหวานตอนตั้งครรภ์
โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นตอน 20 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ไปแล้ว ตามด้วยอาการปวดปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นและเหนื่อยเป็นพิเศษ อาการเบาเหวานตอนตั้งครรภ์เกิดกับว่าที่คุณแม่ 1 ใน 3 เพราะฮอร์โมนไปปิดกั้นการทำงานของอินซูลิน ทำให้คุณต้องผลิตมากขึ้นอีก 2-3 เท่า ดังนั้นน้ำตาลจึงคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือด แพทย์จะทำการทดสอบเพื่อวัดระดับกลูโคลสที่เพิ่มขึ้น ให้ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นและระมัดระวังเรื่องโภชนาการ มีคุณแม่ 10 % ที่ต้องฉีดอินซูลิน ซึ่งเมื่อสามารถควบคุมไว้ได้ ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อแม่หรือลูกในครรภ์ และมักหายไปหลังคลอดไปแล้ว

 

5 อาการ หน้า นิ้วมือ นิ้วเท้าบวม : น่าจะเป็น... เกิดภาวะเก็บกักของเหลว


อาการบวมบางกรณีจัดเป็นเรื่องปกติในยามตั้งครรภ์ เพราะคุณมีของเหลวในร่างกายมาก มดลูกเติบโต ทำให้การไหลเวียนของของเหลวในร่างกายสะดุดลง หลายคนบอกว่าเท้าบวมตอน 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ให้นั่งยกขาสูงพาดเก้าอี้และออกกำลังกายพอประมาณ และดื่มน้ำมากๆ

 

แต่อาจจะเป็น... ครรภ์เป็นพิษ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมอาการในข้อ 3) โดยเฉพาะถ้าเกิดอาการบวมขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน ปวดหัว ตาพร่า หรือถ้ามีของเหลวเก็บกักอยู่ทั่วทั้งร่างกาย รวมถึงดวงตา ใบหน้า มือ และขา ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

 

6 อาการ คันคะเยอสุดจะทน : น่าจะเป็น... ผิวหนังยืดขยายออก


ตอนครรภ์แก่ ผิวหนังจะยืดขยายออกค่อนข้างมาก จนรู้สึกถึงความแห้งและคัน บวกกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและเหงื่อที่ออกปริมาณมาก มักสร้างความระคายเคืองให้กับผิวของคุณแม่ โดยเฉพาะตามข้อพับส่วนต่างๆ บรรเทาอาการคันด้วยการสวมเสื้อผ้าฝ้ายและใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดไร้น้ำหอมเพื่อยับยั้งความแห้งผาก หรือจะใช้เบบี้ออยล์ทาก็ช่วยได้เช่นกัน


แต่อาจจะเป็น... อาการน้ำดีหยุดหลั่งตอนตั้งครรภ์
เป็นอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับตับ ซึ่งถ้าปล่อยไว้ไม่เข้ารับการบำบัดจะทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือทารกได้รับอันตราย เพราะน้ำดีอาจเข้าไปปะปนในกระแสเลือดทำให้เกิดอาการคันอย่างมากโดยเฉพาะที่มือและเท้าในตอนช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ สาเหตุของโรคยังไม่ชัดเจนแต่เชื่อว่าเกี่ยวพันกับฮอร์โมน ถ้าคันจนนอนไม่หลับหรือขาดสมาธิ ให้ไปพบแพทย์ อาการดังกล่าวนี้แม้ไม่มีทางบำบัดแต่มีวิธีการบรรเทาอาการคันได้ แพทย์จะติดตามอาการของคุณอย่างใกล้ชิดและอาจทำคลอดเร็วขึ้น (ในช่วง 37-38 สัปดาห์) อาการนี้จะหายไปใน 1 สัปดาห์หลังคลอด

 

7 อาการ ลูกในท้องไม่ขยับเขยื้อน : น่าจะเป็น... ลูกนอนหลับอยู่


มีบางเวลาที่ทารกในครรภ์มักอยู่เงียบๆ นิ่งๆ นอนสบายๆ ไม่ทำกิจกรรมอันใด หรือเมื่อทารกในครรภ์เติบโตขึ้นมากจนไม่มีพื้นที่เหลือให้พลิกหงายไปมาได้อีก คุณจึงรู้สึกเหมือนทารกเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง ในช่วงกลางวันเรามักทำอะไรวุ่นวายจนตกเย็นถึงจะนึกได้ว่า วันนี้ลูกไม่ดิ้นเลย แต่ที่จริงแค่นอนพักสักชั่วโมงคุณจะรู้สึกถึงแรงเตะของลูกได้


แต่อาจจะเป็น... สัญญาณอันตรายจากทารก
แม้เราจะรู้สึกวิตกกังวลมากเป็นพิเศษ แต่โอกาสที่ทารกในครรภ์จะเสียชีวิตมีน้อยมาก ยากจะบอกได้ว่าคุณควรสัมผัสการเคลื่อนไหวทารกได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของร่างกายคุณเอง สังเกตรูปแบบและความถี่ซึ่งเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาเมื่อคุณกับลูกต่างก็เติบโตไปด้วยกัน ถ้าคุณไม่รู้สึกอะไรตอนกลางวันแม้ตอนนอนพัก ให้ติดต่อแพทย์ซึ่งจะทำการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อเช็กดูว่าทารกน้อยยังสบายดีอยู่หรือเปล่า

หลากหลายคำถามเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ที่คุณหมออาจเคยโดนถามแบบนี้มาแล้วนับล้านครั้ง แต่คุณกำลังจะมีลูกคนแรกและมีคำถามที่ต้องการคำตอบมากมาย มัวรีน รอยด์ พยาบาลประจำของ M&B ตอบคำถามที่ข้องใจคุณแม่มากที่สุดเอาไว้ดังนี้

 

 

 

1 ฉันดื่มหนักตอน 2-3 สัปดาห์ก่อนรู้ว่าตั้งครรภ์ จะมีผลกระทบกับลูกในครรภ์หรือไม่?

 

"แค่ครั้งเดียวไม่เป็นอันตรายกับลูก ดังนั้นอย่ามัวกังวลสิ่งที่ทำไปแล้ว ตอนนี้คุณตั้งครรภ์อยู่ให้ระวังปริมาณการดื่มที่ปลอดภัย ให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งในปริมาณเล็กน้อยหรือไม่ก็เลิกไปเลย เรื่องบุหรี่ก็เช่นกันเพราะเพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง น้ำหนักแรกคลอดน้อยและคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นให้ลดหรือเลิกไปเลย อย่ากังวลกับอดีต พยายามผ่อนคลายและมีความสุขกับปัจจุบันดีกว่า"

 

2 ฉันอดกังวลเรื่องทารกในครรภ์ไม่ได้ ความเครียดจะมีผลอย่างไรกับทารกบ้างไหม?

 

"คุณแม่ที่มีอาการเครียดตอนตั้งครรภ์ มักส่งผ่านโรคที่เป็นอันตราย เช่น โรคหัวใจและโรคเบาหวานให้กับลูกในครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนความเครียดส่งผ่านรกเข้าไปได้
ทว่าความเครียดเป็นบางครั้งไม่ได้เป็นอันตรายกับทารก จากการศึกษาพบว่าทารกที่แม่มีประสบการณ์เครียดอาจมีความก้าวหน้าของพัฒนาการในด้านต่างๆ ไวกว่าทารกทั่วไปด้วยซ้ำ

 

โดยปกติช่วงตั้งครรภ์จัดเป็นช่วงเวลาสุดเครียดสำหรับคุณแม่คนใหม่ แต่ความเครียดอย่างหนักอาจส่งผลต่อระดับฮอร์โมนคอติโซลให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และการคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นหากรู้สึกกังวล ให้พูดคุยเพื่อแบ่งปันความกังวลกับสามีหรือครอบครัว สอบถามแพทย์หากสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และหาเวลาผ่อนคลายด้วยการ ฝึกโยคะหรือฟังเพลงที่คุณโปรดปราน"

 

3 ฉันควรรู้สึกว่าลูกดิ้นบ่อยแค่ไหน?

 

"เป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรรู้สึกถึงอาการลูกดิ้นโดยเฉพาะตอนครรภ์แก่ ถ้ารู้สึกว่าพฤติกรรมลูกเปลี่ยนไปหรือดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งในระหว่างมื้ออาหารเช้าถึงมื้อเย็น ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินการเต้นของหัวใจทารก (CTG)"

 

4 ฉันควรไปโรงพยาบาลหรือไม่ ถ้ามีเลือดออก?

 

"เลือดออกตอนตั้งครรภ์มีปริมาณที่แตกต่างกันไปตั้งแต่เป็นดวงเล็กๆ ไปจนถึงเปียกชุ่ม ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์หากมีเลือดออกเป็นจุดเล็กๆ สาเหตุอาจเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนกับเยื่อบุมดลูก แต่ถ้ามีเลือดออกมาปริมาณมากอาจบ่งชี้ถึงปัญหาที่รุนแรงกว่า ถ้าคุณมีเลือดออกตอนเริ่มตั้งครรภ์ให้ติดต่อแพทย์เพื่อทำการอัลตราซาวด์ดูว่าทุกอย่างปกติดีหรือไม่ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายอาการเลือดออกที่เกิดขึ้นมีหลากหลายสาเหตุ เช่น คอมดลูกสึก, เนื้องอก (เติบโตที่มดลูก) หรืออาจเป็นผลจากการมีเพศสัมพันธ์ ก็เป็นได้เช่นกัน การตรวจด้วยวิธีอัลตราซาวด์และตรวจเลือดสามารถบ่งชี้สาเหตุที่แท้จริงได้ อย่างไรก็แล้วแต่อาการเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ว่ามากน้อยถือเป็นสิ่งผิดปกติและควรพบแพทย์"

 

5 จะรู้ได้อย่างไรว่าฉันกำลังเจ็บครรภ์คลอด?

 

"เมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้คลอด คุณจะเริ่มรู้สึกว่ามดลูกบีบรัดตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นการซ่อมบีบรัดตัวของมดลูกที่เรียกว่า Braxton Hicks อาการจะรุนแรงขึ้นและดำเนินอยู่นาน 2-4 ชั่วโมง ระหว่างนี้หากคุณรู้สึกอึดอัดคุณสามารถขอใช้เครื่อง TENS (เครื่องนวดไฟฟ้าช่วยกระตุ้นเส้นประสาทผ่านทางผิวหนังเพื่อลดความเจ็บปวด) และช่วง 1-2 วันก่อนเจ็บครรภ์คลอดคุณอาจรู้สึกว่ามีของเหลวปริมาณมากที่บริเวณปากช่องคลอด ของเหลวดังกล่าวมีลักษณะข้นใสหรืออาจมีเลือดปนอยู่เล็กน้อย ซึ่งคุณแทบมองไม่เห็นด้วยซ้ำ ถ้าไม่สังเกต


หากคุณเข้าสู่ภาวะเจ็บครรภ์คลอดอย่างแท้จริง อาการบีบรัดตัวที่เกิดขึ้นจะมีรูปแบบที่แน่นอน และใช้เวลานานเกิน 40 วินาที ลักษณะขึ้นๆ ลงๆ เหมือนคลื่น บางครั้งมีน้ำเดินร่วมด้วย ดังนั้นคุณควรขอคำแนะนำจากแพทย์ ถ้าไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่

 

"ประสบการณ์ในการทำคลอดของมัวรีน"
มัวรีน เป็นพยาบาลมา 31 ปี เธอมีลูก 4 คน หลานอีก 1 คน เห็นเรื่องราวแปลกๆ ในห้องคลอดมาเพียบ และวันนี้เธอขอเล่าถึงประสบการณ์ในการทำคลอดของเธอให้ได้ฟังร่วมกัน

 

ประสบการณ์การทำคลอดในรูปแบบไม่ปกติที่สุดของคุณเป็นอย่างไร?

 

"ฉันเคยทำคลอดทารกบนเรือเฟอร์รี่ที่ช่องแคบโดเวอร์ตอนเกิดพายุ สภาพอากาศแย่มากจนกัปตันจอดเรือไม่ได้ เขาจึงพาฉันขึ้นเรือกู้ภัยซึ่งกระเด้งกระดอนซะไม่มี เหมือนในละครไม่มีผิด"

 

ทารกตัวใหญ่ที่สุดที่คุณเคยทำคลอดมีน้ำหนักเท่าไร?

 

"เป็นเด็กผู้หญิงหนัก 13 ปอนด์ ตัวใหญ่มาก ทำเอาช็อกไปพร้อมๆ กันทั้งคนทำคลอดและคนที่คลอดแกออกมา"

 

มีเรื่องน่าจดจำเกี่ยวกับพวกพ่อๆ บ้างไหม?

 

"พ่อคนหนึ่งเป็นลมไปต่อหน้าลูกที่คลอดออกมา ศีรษะฟาดกับเครื่องทำความร้อนจนเลือดคั่งต้องนอนโรงพยาบาล เลยพลาดไม่ได้เห็นหน้าลูกแรกคลอด ฉันต้องพาแม่และลูกไปเยี่ยมพ่อแทน"

 

คุณทำคลอดทารกมากี่คนแล้ว?

 

"ตลอดระยะเวลา 31 ปี ฉันทำคลอดมานับพันครั้งจนตอนนี้เลิกนับแล้ว"

 

คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นแม่กับคนทำคลอด?

 

"ฉันมองว่าการสื่อสารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ พยาบาลต้องสนับสนุนแม่ให้เลือกวิธีคลอดที่เหมาะสมด้วยตัวเอง คอยอำนวยความสะดวก ให้ยาแก้ปวด เพื่อให้การคลอดผ่านไปด้วยดี"



คำแนะนำสำหรับว่าที่คุณพ่อ

 

"ว่าที่คุณพ่อย่อมต้องการผู้สนับสนุนเช่นกัน อาจด้วยการพูดคุยระหว่างคู่ครอง หรือพูดคุยกับเพื่อนซึ่งเคยเป็นพ่อมาแล้วก็ได้ และอย่ากลัวที่จะขอคำแนะนำหรือสอบถามปัญหาที่สงสัยจากแพทย์หรือพยาบาล หากมีโอกาสไปเข้าร่วมชั้นเรียนเตรียมคลอดกับภรรยา"

ความจริงระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ครั้งแรก ไม่ว่าจะมีอาการอะไรเกิดขึ้น คุณแม่มักเป็นกังวล และรู้สึกถึงความผิดปกติ ทั้งที่ความเป็นจริง บางอาการเป็นอาหารปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์นั่นเอง

 

 


1. ปัสสาวะเล็ด


"แย่แล้ว ทำไมเราถึงอั้นไม่ได้ล่ะ อะไรๆ ข้างในต้องหย่อนยานแน่เลย" ความจริงอาการปัสสาวะเล็ด ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์เท่านั้น สังเกตดีๆ คนปกติธรรมดาๆ ก็เป็นกันค่ะ แต่อาจจะเกิดไม่บ่อย ปกติเราจะควบคุมการไหลปัสสาวะของเราได้ แต่ในบางกรณีเมื่ออยู่เหนือการควบคุม ก็ทำให้ปัสสาวะเล็ดลอดออกมาได้เช่นกัน เนื่องจากในช่องท้องมีแรงดันเพิ่มขึ้น เช่น ไอ จาม หัวเราะ หรือเวลาที่เรายกของหนักๆ (บางคนเกิดอาการกลัวมากๆ ก็ปัสสาวะเล็ดได้เหมือนกัน)

 

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง ระบบทางเดินปัสสาวะมีการขยายตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรง ประกอบกับลูกในท้องตัวโตขึ้น มดลูกขยายตัวจนกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้บ่อยๆ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย


วิธีป้องกัน


- เข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวด ถึงแม้บางคนบอกว่าเบื่อที่จะต้องลุกขึ้นเดินบ่อยๆ แต่การกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป จะทำให้เราควบคุมตัวเองไม่ได้ ยิ่งถ้ามีอาการไอ จาม หัวเราะ แล้วปัสสาวะเล็ดออกมา ยิ่งทำให้คุณแม่รำคาญกว่าการเดินเข้าห้องน้ำบ่อยๆ อีกค่ะ


- คุณแม่บางคน ไม่อยากเข้าห้องน้ำบ่อย จึงใช้วิธีดื่มน้ำให้น้อยลง ก็เป็นวิธีที่ผิดเช่นกันค่ะ การดื่มน้ำน้อยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานี้ และอาจเพิ่มปัญหาสุขภาพอื่นตามมาได้ เช่นอาการท้องผูก


- หลังคลอดอาการปัสสาวะเล็ดก็จะค่อยๆ หายไปเองค่ะ ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าคุณแม่ยังมีอาการต่อเนื่อง ก็ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

 

2. มีลมในท้อง


"เรอจนอายเพื่อนข้างโต๊ะแล้วนะ ทำยังไงดีเนี่ย" เวลาเราพูด กินอาหาร เกิดความเครียด ในลำไส้มีแบคทีเรียมากเกินไป ล้วนทำให้เกิดลมในท้อง ส่งผลให้เรารู้สึกไม่สบาย อึดอัด ปวดมวนท้อง แต่ถ้าได้ผายลม หรือเรอ ก็จะทำให้สบายท้อง สบายตัวมากขึ้น


สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่อึดอัด รำคาญกับอาการลมในท้อง ท้องอืด เรอเหม็นเปรี้ยว ผายลม ยิ่งถ้าต้องทำงานอยู่นอกบ้านด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจเพิ่มขึ้นไปอีก (บางทีก็ผายลม หรือเรอออกมาชนิดห้ามไม่ทัน ยั้งไม่อยู่กันเลย) สาเหตุที่ทำให้มีอาการแบบนี้


นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังเป็นเพราะมดลูกที่ใหญ่ขึ้นไปเบียนกระเพาะอาหาร เนื้อที่ในการบรรจุอาหารจึงน้อยลง กระเพาะก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ ย่อยอาหารไม่ไม่สะดวก จึงเกิดมีลมในกระเพาะขึ้นได้ ยิ่งเมื่ออายุครรภ์หลังจาก 7 เดือนไปแล้ว บางท่านอาจได้ยินเสียงโครกครากในท้อง และรู้สึกว่ามีลมมากจนท้องกลมเป่งก็เป็นได้ค่ะ


วิธีป้องกัน


- เมื่อเนื้อที่ในกระเพาะอาหารมีน้อยลง ดังนั้นจากที่เคยกินข้าวมื้อละ 1 จานพูนๆ ก็อาจจะเหลือสัก เกือบๆ 1 จาน แล้วเว้นช่วงสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วค่อยกินอีกนิดหน่อย คือ การซอยย่อยมื้ออาหารนั่นเองค่ะ ให้เป็นมื้อเล็กๆ แต่ถี่ขึ้น กระเพาะอาหารจะได้ย่อยอาหารได้สะดวกขึ้น คุณแม่ไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป


- กินอาหารที่ย่อยง่ายๆ เช่น เนื้อปลา ข้าวต้ม หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ อาหารทอด เพราะเป็นอาหารย่อยยาก และเครื่องดื่มที่มีแก๊ส อย่างน้ำอัดลม หรือโซดา


- คุณแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อยาขับลมมากินเองนะคะ ถ้าอึดอัดมากจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ไปพบแพทย์ดีกว่าค่ะ

 

3. เจ็บกระดูกใต้อก


"นั่งก็เจ็บ นอนก็เจ็บ ทำไม่ไม่สบายตัวอย่างนี้นะ" อาการเจ็บแปลบบริเวณใต้อก ไม่ได้เป็นอาการที่ร้ายแรง แต่บางคนอาจจะปวดจนรู้สึกทรมาน บางคนปวดแค่พอให้หงุดหงิดใจ เหมือนมีอะไรมาตำๆ บริเวณใต้อกด้านใดด้านหนึ่ง


สาเหตุเหมือนกับ 2 อาการก่อนหน้านี้คือ เมื่อมดลูกขยายตัวไปกดทับอวัยวะต่างๆ โดยที่อาการเจ็บใต้อกที่ไปกดทับกระดูก ทำให้เจ็บกระดูกใต้อกนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อคลอดน้องแล้ว ก็จะไม่มีปัญหาที่เกิดขึ้นหลังคลอดแน่นอนค่ะ


วิธีป้องกัน


- เลือกบราที่พอดีกับหน้าอกที่ขยายขึ้น อย่าทนใส่บราขนาดเดิมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพราะยิ่งไปเพิ่มการกดทับของกระดูกมาขึ้น และควรเลือกบราที่สวมใส่สบาย ไม่มีโครงมากดทับ


- ใครที่ติดการนั่งหลังค่อม ต้องพยายามยืด นั่งหลังตรง โดยมีหมอนรองไว้ด้านหลัง เพื่อให้บริเวณใต้อกมีเนื้อที่มากขึ้น
- บรรเทาอาการเจ็บโดยการนั่ง แล้วยกมือทั้งสองข้างเหนือศีรษะ แล้วให้อีกคนช่วยดึงแขนคุณแม่ขึ้นทีละข้างช้าๆ สลับไปมา จะช่วยลดอาการเจ็บกระดูกได้

 

 

 

 

4. เหงือกอักเสบ

 

"ทำไมตอนท้องถึงมีเลือดออกที่เหงือก แล้วรู้สึกเจ็บๆ ช้ำๆ ด้วยนะ ทั้งที่ก็ดูแลฟันอย่างดีมาตลอด" โดยปกติอาการเหงือกอับเสบ จะเกิดจากการดูแลทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ มีคราบอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเกาะบนผิวฝัน ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีกลายเป็นคราบหินปูนเกาะ เป็นที่สะสมของเชื้อมากขึ้นไปอีก ให้เหงือก และคอฟันเกิดการอักเสบลุกลาม โดยอาการเริ่มต้นคือ เมื่อแปรงฟันก็มีเลือดออก เหงือกบวม ช้ำ สีคล้ำขึ้น มีกลิ่นปาก


ในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าระหว่างตั้งครรภ์ไม่สามารถทำฟันได้ จึงละเลยในการไปหาหมอฟัน แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องดูแลฟันมากขึ้น ถ้ามีฟันผุ หรือถึงเวลาขูดหินปูนก็ต้องไปตามนัดที่ทันตแพทย์กำหนด เนื่องจากถ้าภายในช่องปากไม่ได้รับการดูแลที่ดี มีแบคทีเรียสะสมอยู่ภายในช่องปาก ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดฟันผุ และเหงือกอักเสบขึ้นมา


ข้อควรระวังอีกเรื่องคือ คุณแม่ที่เป็นเหงือกอักเสบมีภาวะเสี่ยงที่ลูกน้อยจะคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย ลูกไม่แข็งแรง เนื่องจากเชื้อโรคจะไปตามกระแสเลือดเข้าสู่รก และตัวลูกน้อยในท้อง ดังนั้นอย่าปล่อยปละละเลยเรื่องฟันเด็ดขาดนะคะ


วิธีป้องกัน


- แปรงฟัน โดยใช้ขนแปรงนุ่มๆ แปรงเบาๆ ทุกครั้งหลังกินอาหาร ถ้าแปรงไม่ได้ ให้บ้วนน้ำ แต่อย่างน้อยต้องแปรงวันละ 2 ครั้ง และควรใช้ร่วมกับไหมขัดฟัน


- หมั่นไปพบทันตแพทย์ เพื่อขูดหินปูน ตรวจเช็คว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับฟัน

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุณสำหรับข้อมมูลดีๆ มีประโยชน์มากๆเลยค่ะ ท้องได้ 3 เดือนแพ้ท้องมาก ทานไรไม่ได้เลย เหนื่อยมากแต่นึกถึงเจ้าตัวน้อยแล้วก้หายเหนื่อยได้แต่บอกว่าอย่าซนนักแม่เหนื่อย แถมไม่สบายด้วยเป็นหวัด ไอ มีเสมหะ ทานยาอะไรไม่ได้เลยอาเจียนออกหมด จนได้ลองยาแก้ไอตราไอยรา สูตรไร้แอลกอฮอล์ ไร้น้ำตาลด้วย สงสัยตัวนี้ลูกชอบทานแล้วไม้อ้วกหายเลย แถมที่แพ้ท้องก็หายไปด้วยแปลกจริงๆ

#1 By เนาวรัตน์ พันธ์กิตติ (103.7.57.18|110.168.171.60) on 2013-04-04 22:05

What we are together. View my profile