ผลไม้พื้นบ้าน...

posted on 05 Apr 2011 13:37 by potjanee
 ตะค้อ
บักค้อ ลักษณะค่อนข้างกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1-2 เซนติเมตร เปลือกไม่หนามาก มีเปลือกชั้นเดียว ลูกดิบมีสีเขียว เมื่อสุกจะมีสีเขียวอมน้ำตาลอ่อน รสชาติเปรี้ยวถึงเปรี้ยวมาก แต่บางทีก็มีหวานมาแจมนิดหน่อย เนื้อที่อยู่ถัดจากเปลือกเป็นสีเหลืองส้ม ฉ่ำน้ำ ต่อจากเนื้อก็คือเมล็ด เมล็ดมีสองชั้นชั้นนอกมีสีน้ำตาลค่อนข้างแข็ง ชั้นในมีสีขาวอมเหลืองลักษณะเหมือนรูปหัวใจพองโต ส่วนนี้เด็กๆ ชอบเอามาทำเป็นต่างหู โดยต้องระวังเวลาแกะเปลือกเมล็ดชั้นนอก ไม่งั้นเดี๋ยวต่างหูจะแหว่ง ใช้ไม่ได้ วิธีการกิน บักค้อไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมาก สามารถแกะเปลือกออกแล้วกินได้เลย แต่จะกินได้ไม่เกินสามลูกเพราะมันเปรี้ยวมาก เพราะฉะนั้นควรจะหาเครื่องเคียง อย่างน้อยๆ ก็ควรจะมีเกลือ เพื่อบรรเทารสเปรี้ยว วิธีที่นิยมกินมากที่สุด คือ แกะเปลือกออกหลายๆ ลูกใส่ในชาม เติมน้ำปลา เติมพริก เติมน้ำตาลตามชอบใจ คนให้เข้ากันแล้วใช้ช้อนตักเข้าปาก จะอร่อยยิ่งขึ้นถ้าตักน้ำเครื่องปรุงกินพร้อมกันไปด้วย แต่ระวังวิ่งเข้าห้องน้ำไม่ทัน เออ แล้วก็กินเฉพาะเนื้อเมล็ดก็เอาออกมาด้วยนะเดี๋ยวเด็กๆ ไม่มีต่างหูให้เล่นกัน ไม่ได้มีดีเฉพาะความเปรี้ยวเท่านั้นนะ บักค้อ ยังมีประโยชน์อีกหลายอย่าง ได้แก่ ใบ เอามาตำใช้พอกฝีและยังใช้ปรุงยาถ่ายพิษฝี ถ่ายเส้น ถ่ายกระษัย ได้อีกด้วย รากกับเปลือกก็ไม่น้อยหน้า แก้กระษัย แก้เส้นเอ็น ทำให้เส้นเอ็นหย่อน ถ่ายฝีภายใน ทั้ง 5 แก้ริดสีดวงภายนอกภายใน แก้ฝีในกระดูก ปอด ตับ ม้าม กระเพาะ ลำไส้ แก้กระษัย ขับปัสสาวะ ด้วย  มัวแต่เล่าเรื่องเพื่อนบักก่อ (บักค้อ) จนเพลิน
บักเม่า
ผลไม้เป็นพวงลักษณะคล้ายๆ อะงุ่นแต่ขนาดของลูกเล็กกว่า ไม่ใช่ไม้ยืนต้นแต่อย่างใด แต่ก็ไม่ถึงกับต้องอาศัยชาวบ้านเขาขึ้น คือสามารถยืนอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง (อะเจ้ย..ไม่ใช่คน) สูงประมาณ 1.5-2 เมตร พอให้คนได้เก็บกินได้โดยไม่ต้องมีอุปกรณ์ช่วย ผลดิบมีสีเขียวอ่อน จากนั้นจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีขาวอมเหลืองแล้วก็เป็นสีแดง และเป็นสีดำอมม่วงในที่สุดเมื่อสุกเต็มที่ รสชาติก็เปลี่ยนแปลงตามสีของผล สีเขียว เปรี้ยวสุด รองลงมาก็ขาวอมเหลือง สีแดง ก็ยังเปรี้ยวอยู่ แต่พอเป็นสีดำอมม่วงจะเริ่มหวาน ว่ากันว่าถ้ากินตอนที่เป็นสีดำอมม่วงจะมีริมฝีปากที่สวยงามโดยไม่ต้องใช้ลิปสติกเลยล่ะ 1 พวงอาจมีทั้ง 4 สีอยู่ด้วยกันเลยก็เป็นได้ เพราะถึงจะสีไหนยังไงก็ยังเป็น บักเม่า เหมือนกัน ก็ว่ากันไป เห็นรูปแล้วน้ำลายไหลกันเลยทีเดียว วิธีการกิน ก็แล้วแต่คนชอบ บ้างก็เก็บมาเข้าปากแบบไม่ต้องล้างเลยก็มี (เพราะฝนเพิ่งตก..ธรรมชาติล้างให้ละ) บ้างก็จิ้มพริกเกลือ (หรือน้ำตาล) แล้วแต่ชอบ บ้างก็แกะเอาเม็ดออกจากพวงใส่ถ้วยเติมน้ำปลาเติมพริก อีกอย่างที่หนีไม่พ้นคงเป็นตำ เพราะมันช่วยให้เม็ดที่อยู่ข้างในละเอียดไปด้วย กินได้ง่ายขึ้นว่างั้นเถอะ ถ้ากินแล้วดื่มน้ำตามมากๆ (เพราะใส่พริกหรือใส่น้ำปลามากเกินไป) จะเป็นยาระบายชั้นยอดเลยล่ะ  “อ้าว มาถึงแล้วเหรอลูก ไปบ้านย่ากัน เดี๋ยวพ่อพาไปเยี่ยมอา” พ่อเรียกแล้ว ไปดูกันว่าบ้านย่ามีผลไม้อะไรให้กินกัน 
ตะขบ
ตะขบมันมีตาหลายสีขนาดนี้เลยเหรอ ทั้งเขียว ทั้งเหลือง ทั้งแดง เอ๊ะ หรือว่าตามันจะเปลี่ยนแปลงไปตามอารมณ์หว่าเหมือนในการ์ตูน (ความคิดสมัยเป็นเด็ก) ที่จริงแล้วไม่เกี่ยวอะไรกับกบเลย ชื่อตากบอาจจะเพี้ยนมาจากตะขบเพื่อให้จำง่ายเลยกลายเป็นตากบ ส่วนตะขบก็น่าจะมาจากการกินผลไม้ชนิดนี้เวลาเคี้ยวแล้วลูกมันจะแตกในปากคล้ายกับว่าเรากำลังขบอะไรสักอย่างอยู่ (ล่ะมั๊ง) บักตากบ พบได้เกือบทั่วไปแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยขอนแก่นข้างตึกวิดยาเคมี (ว่ากันว่าเป็นของว่างชั้นยอด ให้นักศึกษาที่กำลังปั่นแลปกันแบบเอาเป็นเอาตาย) ต้นไม่สูงมากนักประมาณ 2-4 เมตร สามารถปืนเล่นได้ (ถ้าน้ำหนักไม่มากเกินกว่าที่กิ่งมันจะรับได้) ผลของบักตากบก็อย่างที่บอกมีอยู่ 3 สี เขียว เหลือง แดง (ยังกะไฟสัญญาณ) ลักษณะค่อนข้างกลม สีเขียว ยังดิบอยู่ถ้าเผลอไปกินจะได้รสชาติเหมือนกินพืชผักทั่วไปให้ความรู้สึกเฉยๆ สีเหลือง คือเตรียมตัวสุกรสชาติไม่เฉยเท่าสีเขียวเริ่มมีความหวานนิดๆ ส่วนสีแดงคือสุกเต็มที่ รสออกหวานๆ ขึ้นอยู่กับต้นหรือสภาพแวดล้อมว่าจะหวานน้อยหรือหวานมากแค่ไหน วิธีการกิน ก็แค่โน้มกิ่งของต้นลงมาเก็บเอาเม็ดที่คิดว่าสุกเต็มที่แล้วก็โยนเข้าปากไป เคี้ยวๆ แล้วก็กลืนไป เออ ล้างก่อนก็ดีนะ แต่ระวังบักตากบจะแตกก่อนได้กิน เพราะเปลือกที่บอบบางเหลือเกิน เพราะฉะนั้นก็คิดซะว่าธรรมชาติล้างมาให้แล้ว ถามว่าอร่อยไหม อาจจะไม่ค่อยอร่อยน่ะนะ เนื้อข้างในจะออกซุยๆ อาจจะให้ความรู้สึกหยึยๆ ด้วย ตอนเด็กๆ อาจจะด้วยความสนุกมากกว่าเลยคิดว่าอร่อยกว่าตอนโต เพราะเป็นผลไม้ที่หาได้ง่ายหาได้เอง แข่งกับเพื่อนๆว่าใครจะเก็บได้เยอะกว่ากัน ส่วนอารมณ์ตอนนั่งปั่นแลปว่ากันว่ากินแก้เซ็งมากกว่า ประมาณว่าหาอะไรมากระแทกปากจะได้ทำงานไม่มัวแต่โม้กับเพื่อนจนไม่เสร็จ  

ลิ้นจี่อีสาน หรือ คอแลน

บักแงวหรือที่หลายคนรู้จักกันในนามของ “ลิ้นจี่อีสาน” ต้นบักแงวเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลตอนดิบก็เป็นสีเขียว (ตามระเบียบ) และก็เป็นสีแดงตอนสุก มีทั้งแบบเปรี้ยวและแบบหวาน ลักษณะของผลดูภายนอกเหมือนลิ้นจี่ทุกอย่างขนาดจะเล็กกว่านิดหน่อย แต่เมล็ดข้างในแตกต่างกัน เพราะบักแงวเนื้อจะติดกับเมล็ดจนไม่สามารถแยกออกได้อย่างสิ้นเชิง บ้างก็ขี้เกียจแยกกลืนเมล็ดลงไปด้วยเลย บ้างก็คายออกหลังจากกินเนื้อส่วนที่กินได้แล้ว วิธีการกิน แบบหวานก็แค่ปลอกเปลือกแล้วก็กินได้เลยส่วนเมล็ดข้างในก็ตามสบายใครใคร่ทำอย่างไรก็ทำ ส่วนแบบเปรี้ยวก็ขึ้นกับความชอบของแต่ละคน อาจจะแค่จิ้มพริกเกลือ (หรือน้ำตาล) หรือจะปลอกเปลือกหลายๆ ลูกแล้วใส่ลงไปในถ้วยเติมพริกนิด น้ำปลาหน่อยตามชอบใจแล้วก็ใช้ช้อนตักเข้าปาก เป็นยาระบายชั้นดีอีกตามเคย แต่ถ้ากลืนเมล็ดมากๆ อาจจะท้องผูกกันไปเลยก็เป็นได้ เพราะฉะนั้นก็กินแต่พอเหมาะพอควร  พูดถึงบักแงวก็ต้องพูดถึงบักแซว หลายคนยังงงอยู่เลยว่าบักแงวกับบักแซวเป็นพี่น้องกันหรือเปล่า

มะกอกน้ำ หรือ บักแซว

บักแซว ผลไม้ที่มีลักษณะคล้ายลูกรักบี้ ผลเป็นรูปทรงรีหัวท้ายแหลม ตอนดิบจะสีเขียวเข้มและสีจะเริ่มอ่อนลงเรื่อยๆ เมื่อสุกเต็มที่จะสังเกตได้จากอาการบวมของผล ถ้ายิ่งห่างไกลจากความเป็นลูกรักบี้ ก็แสดงว่ายิ่งใกล้สุกเต็มที่เข้าไปทุกที รสชาติจะออกเปรี้ยวอมฝาด ยิ่งฝาดน้อยคือยิ่งสุก แต่ก็ขึ้นกับสิ่งแวดล้อมรวมทั้งพันธ์ที่ใช้ปลูกอีกนั่นแหละว่ารสชาติจะเป็นยังไง จะเปรี้ยวมากเปรี้ยวน้อย ฝาดมากฝาดน้อยแค่ไหนวิธีการกิน ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่มี ถ้าไม่มีอุปกรณ์เสริมอะไรก็กัดกินได้เลยอย่าลืมเอาเมล็ดออกมาล่ะ ถ้ากลืนลงไปมีหวังทางเดินอาหารได้พังกันพอดีเพราะเมล็ดที่แหลมหัวแหลมท้ายอาจทิ่มแทงได้ แนะนำว่าอย่างน้อยควรจะมีเกลือไว้จิ้มเพื่อให้อร่อยยิ่งขึ้น ถ้าไม่อยากเสียอรรถรสในการกินควรมีมีดเป็นอุปกรณ์เสริม ใช้ในการฝานเอาเฉพาะเนื้อมากินส่วนเมล็ดก็โยนทิ้งไปในที่ที่คิดว่ามันน่าจะเจริญเติบโตต่อไปได้ แล้วก็เอาเนื้อมาคลุกกับพริกเกลือ (หรือน้ำตาล) ตามชอบใจ หรือสามารถนำทั้งผลไปดองแล้วค่อยกินก็อร่อยไปอีกแบบ บักแซวนี้ภาษาไทยกลางเขาเรียกกันว่า “มะกอกน้ำ” (อ๋อ ไปตามๆกันล่ะสิ)  “ไปหาเห็ด หาหน่อไม้กับอาไหม แม่เราก็ไปด้วยนะ” อาหันมาชวน ไปดีกว่าเผื่อจะเจอผลไม้ที่ตั้งใจจะมาหาด้วย

กระบก หรือ บักบก

บักบกพืชยืนต้นชั้นสูง ที่บอกว่าชั้นสูงน่ะเพราะต้นมันสูงมาก ต้นสูง 10 - 30 เมตร จะได้กินลูกมันแต่ละทีถ้าไม่รอให้ฝนตกลมแรงแล้วกลับมาเก็บทีหลังก็ต้องรอให้เขาโค่นต้นมันน่ะนะ บักบกเป็นผลไม้ลักษณะค่อนข้างจะเป็นทรงกลมแต่ออกจะแบนๆสักหน่อย มีสีเขียวเมื่อยังดิบ แต่พอแก่จัดจะออกสีเขียวอมเหลืองและจะร่วงหล่นลงมาเพื่อให้คนได้เก็บไปกิน เมื่อได้บักบกที่เป็นผลสีเขียวอมเหลืองมาก็นำมาตากแดดให้แห้ง จนผิวมีสีดำอมเทา จากนั้นก็นำมาผ่าเอาเมล็ดข้างในออกมา ขั้นตอนนี้โปรดใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด เนื่องจากหลายต่อหลายคนได้เอาเลือดชั่วออกจากร่างกายเพราะขั้นตอนนี้ สมัยเป็นเด็ก (พ.ศ.2536) จำได้ว่าไปเก็บเอาลูกที่มันถูกพี่ควายเหยียบย่ำแล้วมาผ่าได้เลย ผ่าออกมาจะเจอกับส่วนของเมล็ดสีน้ำตาลเข้ม ซึ่งคือส่วนที่กินได้ วิธีการกิน ควรนำเมล็ดสีน้ำตาลเข้มนี้ไปคั่วก่อน การคั่วควรใช้ไฟอ่อนๆ ไม่งั้นบักบกอาจไหม้แล้วก็ไม่ได้รับประทาน จากนั้นจึงแกะเอาเปลือกสีน้ำตาลเข้มออกจะเห็นสีขาวที่อยู่ข้างในสองกีบซึ่งคือส่วนที่สามารถกินได้ แต่บางครั้งก็มีผู้นิยมเคี้ยวทั้งเปลือกของเมล็ด (สีน้ำตาลเข้ม) ก็ได้เหมือนกัน ว่ากันว่าถ้ากินมากไปอาจเมาได้ ดังนั้น ควรกินแต่พอเหมาะ นอกจากนี้ บักบก ยังเป็นสินค้าขายดีของด่านช่องเม็ก (ชายแดนไทยลาว ที่จังหวัดอุบลราชธานี) ราคาเมล็ดที่คั่วแล้วอยู่ที่ขีดละประมาณ 10-20 บาท 

ลูกก่อ (คล้ายๆ เกาลัด)


บักก่อหรือที่หลายๆคนเรียกว่า เกาลัดอีสาน เพราะเหตุอันใดไฉนถึงเรียกแบบนั้น ก็เพราะรสชาติมันใกล้เคียงกันล่ะมั้ง อาจจะเป็นลูกแฝดที่พลัดพรากจากกัน ถูกนกคาบไปตกคนละที่ พอเจริญงอกงามมาเจอสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกันภายนอกเลยแลดูแตกต่าง แต่ภายในนี่สิเหมือนกันยังกะแกะ (เอ๊ะ ยังไง..^_^) วกเข้ามาเรื่องบักก่อกันต่อ บักก่อมีลักษณะค่อนข้างกลมมีเปลือกสองชั้น เปลือกชั้นแรกค่อนข้างหนา (ประมาณ 2-3 มิลลิเมตร) สีเขียวอมน้ำตาล ค่อนข้างอ่อนแกะออกได้ง่าย เปลือกชั้นที่สองซึ่งอยู่ถัดเข้าไปหนาพอๆ กันแต่จะแข็งมาก ถ้าสามารถฝ่าฟันสองกำแพงนี้ไปได้จึงจะได้กินเนื้อบักก่อ ซึ่งก็คุ้มค่าต่อการฝ่าฟันจริงๆ รสชาติจะออกหวานๆ มันๆ กินเล่นๆ เพลินดี วิธีการกิน อาจจะนำมาต้ม (เหมือนถั่ว) หรือเอาไปคั่ว (เหมือนบักบก) แล้วก็แกะเปลือกชั้นแรกออก จากนั้นต้องมีอุปกรณ์เสริม ที่เหมาะกับการใช้งานมากที่สุดก็หนีไม่พ้นค้อน เพราะเปลือกชั้นที่สองแข็งมากต้องใช้ค้อนทุบกันเลยทีเดียว แต่บางทีก็มีอุปกรณ์เสริมอย่างอื่นเหมือนกันนะ อย่างเช่น เก้าอี้นักเรียน โต๊ะนักเรียน อ้าว สงสัยแล้วล่ะสิว่าจะช่วยยังไง วิธีการก็แค่เอาบักก่อที่ต้มเสร็จแล้วก็เอาเปลือกชั้นแรกออกให้เรียบร้อย เอาไปวางไว้ที่ขาเก้าอี้หรือขาโต๊ะ (ระหว่างขาที่ติดกับพื้นน่ะนะ) จากนั้น ก็ขออาสาสมัครหนึ่งคน นั่งทับไปบนโต๊ะหรือเก้าอี้แรงๆ ซึ่งจะต้องแรงพอที่จะทำให้เปลือกชั้นที่สองแตกด้วย แล้วก็เก็บเอาที่มันแตกออกมาจากเปลือกนั่นล่ะมา ปัดๆ ฝุ่นออกเล็กน้อย (ถ้ามันมีฝุ่น) ก็ได้กินละ วิธีนี้อายุเกิน 12 ขวบไม่นิยมทำกันน่ะนะ 

บักเล็บแมว

บักเล็บแมว สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากลักษณะของต้นที่มีหนามแหลมคล้ายๆกับเล็บแมว ที่เป็นอาวุธของต้นเอาไว้ป้องกันผลโดนขโมย จึงเรียกกันว่าเล็บแมว บักเล็บแมวเป็นไม้พุ่มเตี้ยๆ คล้ายๆ กับบักต้องแล่ง แต่บักต้องแล่งไม่มีหนาม ลักษณะใบและกิ่งก้านจะคล้ายๆ กับพุทธา (บักทัน ภาษาอีสานท่านว่างั้นอะนะ) ขึ้นตามชายป่า ผลจะติดอยู่กับกิ่งที่มีหนามแซม ไม่ได้อยู่กันเป็นพวง แต่ก็อยู่ใกล้ๆ กัน ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมขนาดพอๆ กับบักต้องแล่ง ผลดิบจะมีสีเขียว รสชาติออกเปรี้ยวๆ ผลสุกสีดำรสชาติหวานอมเปรี้ยว ด้านในจะเป็นเมล็ดขนาดของเมล็ดจะเล็กกว่าเมล็ดของบักต้องแล่ง และเมล็ดก็อ่อนกว่าสามารถเคี้ยวแล้วกลืนลงท้องได้เลย ด้วยความที่เป็นผลไม้ที่มีหนาม เวลาเก็บต้องอาศัยความพยายามในการเก็บมาก กว่าจะได้เป็นกอบเป็นกำใช้เวลานานมากเหมือนกัน จึงมีนิทานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาว่า บักเซียงเหมี่ยง เป็นเพื่อนกับบักเสือ บักเซียงเหมี่ยงเป็นคนที่ฉลาดแกมโกง บักเสือเป็นคนซื่อๆ แต่ตัวโต สองคนเดินไปเจอกับต้นบักเล็บแมวที่สุกดำเต็มต้น บักเซียงเหมี่ยงจึงเกิดความคิดอยากแกล้งบักเสือ มันจึงพูดขึ้นว่า “ไผมือน้อยค่อยหยิบค่อยยอม ไผมือใหญ่ฮูดกินฮูดกิน” (“ใครมือเล็กค่อยๆ เก็บกิน ใครมือใหญ่รูดผลแล้วกินได้ทีละมากๆ”) บักเสือได้ยินดังนั้น ด้วยความที่อยากเอาชนะด้วยกำลังที่มีมากกว่า เลยจัดการรูดบักเล็บแมวออกจากกิ่งทันที ปรากฏว่า หนามของบักเล็บแมวเกี่ยวมือเป็นแผลจนไม่สามารถทำอะไรได้ บักเซียงเหมี่ยงเห็นดังนั้น ก็หัวเราะพร้อมกับค่อยๆ เอามือเก็บบักเล็บแมวทีละลูกโดยที่ไม่เจ็บตัวเลยสักนิด นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ก่อนจะเชื่ออะไรให้พิจารณาจากสิ่งที่เห็นว่าเป็นจริงแบบที่มีคนบอกหรือเปล่าแล้วจึงเชื่อ วิธีการกิน ถึงจะมือเล็กหรือมือใหญ่ก็ต้องค่อยๆเก็บ ระวังหนามด้วย แล้วก็เอาเข้าปากกินได้เลย ส่วนเมล็ดก็แล้วแต่ความชอบจะเคี้ยวแล้วกลืนหรือจะคายออกก็ได้ มาดูประโยชน์กันบ้างดีกว่า ผลของบักเล็บแมวกินแล้วทำให้ชุ่มคอ แก้เสมหะ และส่วนของเปลือกและรากนำมาต้มดื่มใช้ขับปัสสาวะได้  ออกจากป่าเล็บแมวได้ซักพัก

บักสีหวด

บักหวดข่า (ที่บ้านเรา1 เรียกว่า บักขุ่มข่า) เป็นไม้ยืนต้นค่อนข้างสูง (5-10 เมตร) แต่บางต้นก็มีผลให้กินตั้งแต่เป็นต้นเตี้ยๆ (1-2 เมตร) ลำต้นแข็งแรง แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้างใบดกและหนาทึบให้ร่มเงาดี ผลของบักหวดข่าเป็นรูปทรงรี ขนาดประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เป็นผลกลุ่ม ผลดิบสีเขียว จากนั้นจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แดง และดำอมม่วงเมื่อสุก (คล้ายกับบักเม่า) รสชาติหวานปนฝาด นิยมเก็บเอาผลแบบหักทั้งกิ่ง วิธีการกิน เก็บจากต้นมาเป็นพวง แล้วก็กินได้เลย แต่ต้องรอให้สุกก่อนนะ เพราะถ้าเผลอกินตอบดิบจะไม่มีรสหวานเลย และก็ไม่ต้องโลภมากกินทีละหลายๆ ลูก เพราะลำพังกินทีละลูกก็ทำให้ปากเปลี่ยนสี เป็นสีม่วงคล้ำได้แล้ว ถ้ากินทีละหลายลูกมีหวังได้เปลี่ยนจากคนเป็นยักษ์เป็นแน่ เนื่องจากสีม่วงคล้ำอาจเลอะรอบๆ ริมฝีปาก และถ้ากินมากเกินไปอาจเกิดอาการท้องผูกได้ง่ายๆ มาดูประโยชน์กันบ้างดีกว่า รากของบักหวดข่าใช้ต้มกับน้ำดื่มแก้ไข้ แก้พิษฝีภายใน หรือจะเอารากมาตำพอกศีรษะแก้ไข้ ปวดศีรษะ และพอกรักษาโรคผิวหนังผื่นคัน เมล็ดกินแก้โรคไอหอบ ไข้ซางเด็ก (โรคของเด็กเล็ก มีอาการเบื่ออาหาร ซึม มีเม็ดขึ้นในปาก และคอ ลิ้นเป็นฝ้า) ใบใช้รองพื้นและคลุมข้าวสำหรับทำขนมจีนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการบูดหรือเสียได้ บักหวดข่ามีชื่อทางการว่า “มะหวด” รู้จักกันหรือเปล่า  “ไปนากันได้แล้ว มัวแต่ยืนจ้องอะไรอยู่ได้” เสียงอาตะโกนเรียก งั้นเราไปนากันต่อดีกว่าเดี๋ยวพาไปดูผลไม้อีกชนิดหนึ่งที่เราชอบไปปีนต้นมัน  ถึงแล้วทุ่งนาสีเขียวขจี มีต้นไม้ขึ้นตามคันนา (ที่บ้านเราเรียกคันนาว่า”คันแท”) เป็นหย่อมๆ มีต้นไม้มากไม่ดีเดี๋ยวข้าวไม่ได้รับแสง เดี๋ยวข้าวไม่งาม แต่ไม่มีเลยก็ไม่ดีอีกนั่นแหละเพราะเดี๋ยวไม่มีร่มให้พักเหนื่อย นั่นไงต้นนั้นไงที่เราปีนเล่นตอนเด็กๆ

ลูกหว้า หรือ บักหว่า 

บักหว่า หรือ ลูกหว้า (อ้าวทำไมรอบนี้บอกชื่อตั้งแต่แรกเลยล่ะ) ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูงมาก (หลายสิบเมตร) แต่ก็มีบางต้นที่ไม่ใหญ่โตมากเด็กๆ สามารถปีนได้ ถ้าปีนไม่ได้ก็ขอให้ผู้ใหญ่ปีนให้ได้ พบได้เกือบทั่วไป ไม่จำเป็นต้องอยู่ในป่า ผลมีลักษณะค่อนข้างกลม มีเมล็ดค่อนข้างแข็ง กินไม่ได้ต้องคายออกลูกเดียว ผลดิบสีเขียว จากนั้นจะกลายเป็นสีขาวอมเหลืองแล้วก็แดงและเมื่อสุกจะมีสีดำอมม่วง รสชาติก็เริ่มจากฝาด เปรี้ยว เมื่อสุกจะมีรสหวานมากหน่อย ขึ้นกับประเภทของบัหว่า อ้ายเซียงสีผีเป้า 


 ลูกค้อ

ต้นสูง ๆ อยู่บนเขาค้อ เพชรบูรณ์ นั่นไง.

เจ้าลูกนี้มีชื่อว่า  "ลูกค้อ"  "หมากค้อ"  เป็นไม้ตระกูลปามล์ค่ะ  กินได้ที่บ้านลูกเยอะเป็นรั้วบ้านได้เลย

         เจ้าต้นค้อนี้มีอายุยืนมากจำได้ว่าเคยเจอตั้งแต่เด็ก ๆ ยันแก่  เอ้ย!!  ยันสาว  ก็เจอต้นนี้ออกลูกปีเว้นปี  พ่อตู้เล่าว่าลูกค้อจะมีลูกปีเว้นปีค่ะ  สงสัยจะเว้นช่วงในการเติบโต

เทียบกับเมือแล้วก็ลูกเท่านี้ล่ะค่ะ ถ้าต้นแก่ก็สูงยิ่งกว่าตาลอีกล่ะค่ะ

    เจ้าต้นนี้ถ้าใครเคยไปปีภูหลวงก็จะเจอเหมือนกันค่ะอากาศที่หนาวเย็นจะทำให้ต้นค้ออยู่ได้ดี  และมีลูกปีเว้นปีแม่เชยเล่าว่า  พ่อตู้เก็บเม็ดมาปลูกนานมาก  ขนาดที่แม่เชยยังเคยเจอตอนเด็กน่ะค่ะ อายุยืนจริง ๆ  เจ้าต้นค้อ 

อันต่อไปนี้ไม่เกี่ยวนะ ภาพสวยดี เลยลงต่อกันไปซะเลย
 
ลูกท้อ ทางเหนือบ้านเรามีเยอะ
 

ลูกหม่อน หรือมัลเบอร์รี่

แบล็คเบอรี่ อันนี้ ของต่างประเทศ
When Fruits Are Ripe 2 Life in the States

edit @ 5 Apr 2011 13:58:17 by What we are together.

edit @ 5 Apr 2011 14:03:18 by What we are together.

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

น่ากินมากๆ
อันแรกเหมือนไข่แดงเลย

#1 By ลิงแว่น on 2011-04-05 14:16

Gclubpanon ศูนย์รวมคาสิโนดังของ Asia มากมายที่มีให้ท่านได้ร่วมสนุกกับเราไม่ว่าจะเป็นคาสิโนยอดนิยม และคาสิโนใหม่ ๆท่านจะได้สัมผัสบรรยากาศจริง ภายในคาสิโนจริงทุกเกมส์ทางเรามีพนักงาน Call Center ไว้คอยบริการท่านด้วยความเป็นกับเองประทับ ในตลอด 24 ชม.
HOTLINE CALL CENTER : 080-5597275 ,
081-3603042 , 082-1370648 , 081-1224019
www.Gclubpanon.com

#2 By Gclubpanon on 2011-06-19 14:46

What we are together. View my profile