โรคไมเกรน

เป็นโรคที่เกิดจากการบีบตัว และคลายตัวของหลอดเลือดในสมองมากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะขึ้นอย่างรุนแรง และรวดเร็ว พร้อมกับมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ในบางรายอาจมีอาการตาพร่ามัว หรือเห็นแสงระยิบระยับร่วมด้วย พบมากในช่วงอายุ 10-30 ปี โดยเฉพาะผู้หญิง มักเป็นมากกว่าผู้ชาย 

อาการ 
1. ปวดศีรษะครึ่งซีก อาจเป็นบริเวณขมับหรือท้ายทอยแต่บางครั้งก็อาจเป็นสองข้างพร้อมกันหรือสลับข้างกันได้
2. ลักษณะการปวดศีรษะส่วนมากมักจะปวดตุ๊บ ๆ นานครั้งหนึ่งเกิน 20 นาที ผู้ป่วยบางรายอาจมีปวดตื้อ ๆ สลับกับปวดตุ๊บ ๆ ในสมองก็ได้
3. อาการปวดศีรษะมักเป็นรุนแรง และส่วนมากจะคลื่นไส้หรืออาเจียนร่วมด้วยเสมอ โดยอาจเป็นขณะปวดศีรษะก่อนหรือหลังปวดศีรษะก็ได้
4. อาการนำจะเป็นอาการทางสายตาโดยจะมีอาการนำมาก่อนปวดศีรษะราว 10-20 นาที เช่น เห็นแสงเป็นเส้น ๆ ระยิบระยับ แสงจ้าสะท้อน
หรือเห็นภาพบิดเบี้ยวก่อนปวด 

สาเหตุ 
1. สาเหตุที่อยู่ภายในร่างกาย เช่น พันธุกรรม ความเครียด สาเหตุเหล่านี้ไม่สามารถจะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้
2. สาเหตุที่มาจากภายนอกร่างกาย สามารถที่จะป้องกันหรือหลีกเลี่ยงได้ เป็นปัจจัยส่งเสริมทำให้เกิดโรคขึ้น ได้แก่ การอดนอน หรือการทำงานหนักมากเกินไป ขาดการพักผ่อน หรือมีความเครียด การดื่มเหล้า กาแฟ ยาคุมกำเนิด (บางคนเป็น และเมื่อหยุดยาคุม ก็จะลดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้) อาหารบางชนิดจะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเคมีในสมอง เพื่อกระตุ้นเส้นเลือดในสมองหดตัว และขยายตัว ทำให้มีอาการปวดหัวได้ อาหารเหล่านี้ ได้แก่ กล้วยหอม ช็อกโกแลต เนยแข็ง เบียร์ ไวน์ 

คำแนะนำ 
1. การนอนไม่พอ การอดนอน
2. การดื่มสุรามากเกินไป จะทำให้ปวดไมเกรนมากขึ้น แต่ถ้าปวดศีรษะแบบตึงเครียด อาการปวดจะบรรเทาลงด้วยการดื่มเหล้า
3. การตรากตรำทำงานมากเกินไป ทำให้ต้องอดอาหารบางมื้อ รับประทานอาหารไม่เป็นเวลา ทำให้น้ำตาลในกระแสเลือดต่ำ
อาการปวดศีรษะไมเกรน จะเป็นได้ง่ายขึ้น
4. การตื่นเต้นมาก ๆ โดยเฉพาะในเด็กที่ไปงานเลี้ยง
5. การเล่นกีฬาที่หักโหมจนเหนื่อยอ่อน แต่ถ้าเล่นกีฬาเบา ๆ จะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย
6. การมองแสงที่มีความจ้ามาก ๆ เช่น แสงอาทิตย์ที่รุนแรง แสงที่กระพริบมาก ๆ เช่น ไฟนีออนที่เสีย หรือแสงระยิบระยับ ในดิสโก้เทค
7. เสียงดัง
8. กลิ่นน้ำหอมบางชนิด กลิ่นซิการ์ กลิ่นสารเคมีบางอย่าง กลิ่นท่อไอเสียรถยนต์
9. อาหารบางชนิด
10. อากาศร้อนจัด อากาศเย็นจัด
11. ในระหว่างที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรน ควรจะนอนพักผ่อนในห้องที่เงียบ รับประทานยาแก้ปวดธรรมดา ถ้ามียานอนหลับก็รับประทานยา
ให้หลับ หรือกดเส้นเลือดที่กำลังเต้นอยู่ที่ขมับข้างที่ปวดศีรษะ ก็จะช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ หรืออาจจะใช้น้ำแข็งประคบ
 
แม้ว่าอาการปวดไมเกรนจะไม่มีผลต่อการตั้งครรภ์ ไม่เพิ่มความเสี่ยงของการแท้ง การคลอดก่อนกำหนด ไม่ส่งผลใดๆ ต่อทารกในครรภ์ แต่อาการปวดหัวแบบนี้ส่งผลกระทบต่อแม่ตั้งครรภ์แน่ๆ ก็แหม…แค่ปวดหัวธรรมดาๆ ก็แย่แล้ว นี่ปวดหัวแบบไมเกรนยามตั้งครรภ์ทรมานกว่าหลายเท่านัก
คุณแม่ตั้งครรภ์ที่เคยเป็นไมเกรนและเคยชินกับการรับประทานยา ยาชะล่าใจ เอายาที่เคยรับประทานมาใช้ในช่วงนี้เชียวค่ะ เพราะยาที่ใช้สำหรับรักษาไมเกรนบางชนิดไม่ควรใช้ในระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะยากลุ่มที่ทำให้เส้นเลือดหดรัดตัว ซึ่งอาจมีผลต่อการไหลเวียนเลือดที่ไปเลี้ยงทารกในครรภ์และทำให้เส้นเลือดของทารกหดรัดตัวไปด้วย
ทางที่ดีเมื่อมีอาการควรรักษาแบบการไม่ใช้ยาก่อน เช่น นอนพัก นวด ประคบเย็น ถ้าอาการไม่ดีขึ้น ค่อยรับประทานยา ยาแก้ปวดธรรมดา ยาแก้อาเจียน ทั้งนี้ไม่ควรซื้อยามารับประทานเองนะคะ เพราะอย่างที่บอก ยาบางชนิดอาจมีผลต่อการไหลเวียนเลือดในร่างกายทั้งคุณและลูกน้อยได้
5 วิธีหลีกหนีไมเกรน
อาการปวดไมเกรนที่หลายคนบ่นว่า จู่ๆ ก็มา จู่ๆ ก็ไป นั้น มีที่มาที่ไปค่ะ หลายคนเข้าใจว่าความเครียดเท่านั้นที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการไมเกรน แต่จริงๆ แล้วสภาพแวดล้อมหลายๆ อย่างก็เป็นเหตุให้ไมเกรนมาเยี่ยมเยือนบ่อยๆ ดังนั้น ถ้าจะหลีกเลี่ยงแขกที่ไม่ได้รับเชิญนี้ต้อง…
>> รับประทานอาหารให้ตรงเวลา
>> ไม่รับประทานอาหารที่ใส่ผงชูรสหรือสารกันบูด
>> พักผ่อนให้เพียงพอ แบบพอดีๆ เพราการนอนหลับมากหรือน้อยเกินไปล้วนกระตุ้นให้เกิดอาการปวดได้     >> หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่ร้อนจัด เย็นจัด อุณหภูมิเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ หรือที่ที่มีกลิ่นควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสีย
 >> หากต้องทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ ควรพักสายตา ออกไปชมวิว สูดอากาศบริสุทธิ์บ่อยๆ

:-*:-|:sad::D:oops:

edit @ 23 Mar 2011 10:31:01 by What we are together.

อาการปวดหัวนั้น ไม่จำเป็นที่คุณต้องพึ่งยาเสมอไป  ลองมาบำบัดด้วยวิธีธรรมชาติดูก่อนดีไหมค่ะ
   
1. บำบัดด้วยน้ำ
วางถุงน้ำแข็งบนหน้าผาก หรือจะใช้ผ้าเย็น ๆ โพกศีรษะก็ได้ค่ะทำไปพร้อมกับการแช่เท้าในน้ำอุ่น   ค่อย ๆเพิ่มความร้อนของน้ำขึ้น ใช้เวลา 15-20 นาที อาการปวดหัวจะทุเลาลงค่ะ
   
2. งดอาหาร
อาหารแสลงบางชนิด เช่น เนื้อรมควัน ชอคโกแล็ค ผงชูรส ไส้กรอก เบคอน และ เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน มักเป็นสาเหตุให้เกิดอาการปวดหัวได้
   
3. ใช้วิตามิน
การขาดวิตามิน B- COMPLEX อาจทำให้เกิดอาการปวดหัวได้ลองมองหาอาหารที่มี วิตามินบีมาก ๆ เช่น ผักโขม กะหล่ำปลีข้าวซ้อมมือ และอาหารธัญพืชต่าง ๆ
   
4. ขิง
มีงานวิจัยพบว่า ขิงมีคุณสมบัติในการแก้ไมเกรน หากมีอาการปวดหัวในช่วงบ่าย ๆ ลองจิบน้ำขิงอุ่น ๆ สักแก้ว ถ้าไม่สะดวกจะต้มเอง ขืงผงบรรจุซอง ก็สะดวกดีค่ะ
   
5. น้ำมันหอม
น้ำมันหอมกลิ่นลาเวนเดอร์ มีคุณสมบัติในการลดความกระวนกระวายใจได้ ลองนำมานวดบริเวณขมับ ไรผม และต้นคอ จะช่วยผ่อนคลายได้
   
6. นวด
การนวดจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด จะทำให้รู้สึกผ่อนคลายได้ หาใครสักคนมาคอยนวดที่ต้นคอและช่วงไหล่หรือจะนวดเองก็ได้ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใดค่ะ
   
7. ไปเดินเล่นสักห้านาที
การเดินเล่นจะทำให้ร่างกายหลั่งสารเอนโดฟินส์   ซึ่งเป็นยาแก้ปวดขนานเอก
   
8. ดนตรีบำบัด
ถ้าคุณปวดหัวจากความเครียด ในทางการแพทย์ค้นพบว่า ดนตรีช่วยบำบัด อาการได้ โดยเฉพาะดนตรีทีมีท่วงทำนองเรียบง่ายฟังสบาย ๆ อาจมีสรรพเสียง ของธรรมชาติ เช่น เสียงนกร้องเกลียวคลื่น เสียงนก หรือลมฝน จะช่วยกล่อมจิตใจให้สงบนิ่งขึ้นช่วยลดความตึงเครียดได้
   
เป็นวิธีแก้อาการปวดหัว แบบธรรมชาตกันจริงๆ  ใครชอบแบบไหนก็ลองทำดูนะคะ รับรองว่าไม่มีผลข้างเคียงใดๆ แต่ถ้าทำทุกวิธีแล้วยังไม่หาย ก็ก็ถึงเวลาที่คุณควรไปพบแพทย์แล้วล่ะค่ะ
   
ปวดหัวจากความเครียด
มีอาการปวดบริเวณรอบศีรษะ รู้สึกมมึนๆเหมือนสมองถูกบีบ   มักเกิดจากความเครียดหรืออาการอ่อนเพลีย การพักผ่อนให้เพียงพอหรือนวดบริเวณต้นคอและขมับจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวชนิดนี้ได้ หรือจะใช้วิธีการฝึกหายใจเข้าออกช้าๆ และหายใจลึกๆและสำหรับการทำงานที่ติดต่อกันหลายชั่วโมงก็ควรจะหยุดพักเป็นระยะๆ รวมทั้งออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยป้องกันการเกิดอาการปวดหัวชนิดนี้ได้ค่ะ
   
   
ปวดหัวจากแอลกฮอล์
มักมีอาการปวดบริเวณเบ้าตา ,ถ้าคืนไหนคุณดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกฮอล์มากเกินไปก่อนเข้านอนควรจะดื่มน้ำตามมากๆด้วยเนื่องจากน้ำจะช่วยต้านฤทธิ์ของแอลกฮอล์ได้ส่วนรุ่งเช้าควรดื่มน้ำหรือน้ำผลไม้ จะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวจากเมาค้างได้
   
   
ปวดหัวจากไซนัส
จะมีอาการปวดบริเวณดั้งจมูกและเบ้าตาวิธีการบรรเทาอาการปวดหัวแบบนี้ ต้องพึ่งยาลดน้ำมูก เพื่อให้จมูกโล่ง   หรืออาจจะใช้วิธีประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น   การจิบเครื่องดื่มอุ่นๆก็ช่วยให้รู้สึกดีขึ้น แต่ถ้าคุณมีไข้ ควรจะหาหมอด้วยนะคะ
   
   
ปวดหัวจากคาเฟอีน
จะมีอาการปวดตุ๊บๆบริเวณด้านบนของศีรษะอาการส่วนใหญ่จะคล้ายๆกับปวดหัวที่เกิดจากความเครียด ถ้าคุณปวดหัวแบบนี้   การพักผ่อนให้เต็มอิ่ม จะช่วยได้ดีทีเดียว   การหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน และการนอนเป็นเวลาจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการปวดหัวชนิดนี้ได้แต่ถ้าคุณติดกาแฟ   ก็ควรจะดื่มให้เป็นเวลา(เวลาเดียวกันทุกวัน) และดื่มเพียงวันละ1-2  แก้ว จะดีกว่า
   
   
ปวดแบบไมเกรน
จะมีอาการปวดตุ๊บๆ บริเวณศีรษะข้างใดข้างหนึ่งบางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดไมเกรนนั้น เชื่อว่าเกิดจากระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาหารบางชนิดอาจทำให้บางคนเกิดอาการไมเกรนกำเริบมากขึ้นได้ เช่น ไวน์แดง เนื้อสัตว์แปรรูป ผงชูรสการเปลี่ยนแปลงของอากาศ เช่นร้อนอบอ้าวเกินไปความหิว ความตื่นเต้น การเดินทางหลายๆแห่งในช่วงเวลาสั้นๆ อาจทำให้เกิดไมเกรนได้คนที่เป็นไมเกรนบ่อยๆ จึงควรหมั่นสังเกตว่าเกิดจากปัจจัยอะไรจะได้หลีกเลี่ยงได้   การเข้านอนเป็นเวลา และหลับให้เต็มตา จะช่วยผ่อนคลายอาการไมเกรนได้   ส่วนเซ็กส์ที่สุขสมนั้น มีงานวิจัยยืนยันว่า เป็นยาขนานเอกในการบำบัดอาการไมเกรนกันทีเดียว
   
   
คนที่มีอาการปวดหัวเรื้อรัง   ปวดหัวบ่อยๆ นักวิจัยเขาแนะนำว่าควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีสาร Tyramines และ Nitrite เพราะบางคนอาจจะมีความไวต่อสารสองชนิดนี้ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและระบบประสาท   ทำให้เกิดอาการปวดหัวได้
   
ช็อกโกแลต   ผลการวิจัยพบว่า ผู้ป่วยที่เป็นไมเกรน จะมีอาการกำเริบขึ้นทุกครั้งที่กินช็อกโกแลต  คนที่ชื่นชอบช็อกโกแลต อย่าเพิ่งเศร้าใจนะคะ   เพราะนักวิจัยเขาบอกต่ออีกว่า ช็อกโกแลตชนิดขาวกินได้ไม่ทำให้ปวดหัวหรอกค่ะ
   
ไวน์แดง   ผลการวิจัยพบว่า คนที่ดื่มไวน์แดง จะเกิดอาการปวดหัวอย่างรุนแรง   บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนได้ เมื่อเทียบกับคนที่ดื่มวอดก้ามะนาว ซึ่งไม่เกิดอาการดังกล่าว   ผู้ที่มีอาการไมเกรนเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงไวน์แดงจะดีกว่า
   
กุนเชียง เนื้อแดดเดียว   เป็นอาหารที่ผ่านกรรมวิธีทำให้มีสีแดงโดยเติมดินประสิวลงไป   ซึ่งก็คือสาร Nitrite ที่ช่วยกระตุ้นให้เกิดการปวดหัวได้
   
ลูกชิ้นเด้งทั้งหลาย   ผู้ผลิตบางรายจะใส่สารบอแร็กซ์ ซึ่งเป็นสารอันตราย   ทำให้บางคนเกิดอาการปวดหัว คลื่นใส้ และอาเจียนได้
   
สารให้ความหวานแทนน้ำตาล   สำหรับคนที่มีอาการปวดหัวเรื้องรัง ควรหลีกเลี่ยง เพราะผลการวิจัยระบุว่า ผู้ป่วยไมเกรนจะมีอาการกำเริบขึ้นเมื่อกินสารชนิดนี้เข้าไป
   
แม้อาการปวดหัว   อาจจะไม่ได้เกิดจากอาหารเหล่านี้โดยตรง แต่สำหรับคนที่เป็นโรคปวดหัวเรื้อรัง ควรหลีกเลี่ยงจะดีกว่าค่ะ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

#1 By (27.130.124.59|27.130.124.59) on 2014-09-23 19:04

อาการปวดหัวข้างเดียว ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานไปมันอาจจะกลายเป็นปวดหัวไมเกรนก็ได้นะครับ อย่างผมนี่มีอาการปวดมา 10 กว่าปี ตั้งแต่เรียนมัธยม จนมหาลัยก็รักษาไม่หาย ไม่เคยจะไปหาหมอเลยจริงๆจังซักทีได้แต่ซื้อยามากินเอง ตอนหลังไปหาหมอถึงรู้ว่าตัวเองเป็นไมเกรน ก็ไปรักษามาหลายที่หลายโรงพยาบาล อาการก็ไม่ดีขึ้น มันปวดทรมานมาก เวลาปวดมากถึงขั้นอาเจียนเวียนศรีษะ เวลาปวดแทบไม่อยากคุยกับใครเลย หงุดหงิดมากๆ ดีขึ้นมาอยู่กรุงเทพ เลยได้เจอคลินิกหนึ่งรักษาจนอาการเริ่มดีขึ้น แต่ก็ยังมีปวดบ้างเป็นครั้งคราว แต่ไม่ปวดแบบรุนแรงเหมือนเมื่อก่อน คุณหมอท่านเก่งมาก อัธยาศัยดี คุยเก่ง รักษาเก่งด้วยนะ เออลืมบอกไป คลินิกชื่อ Npain Clinic อยู่ตรงเส้นเลียบทางด่วนรามอินทรา ใครเป็นไมเกรนอยู่แนะนำเลยครับ ไปไม่ถูกลองโทรไปถามครับ เบอร์ 084 712 3711 หรือเข้าเวบก็ http://www.npainclinic.com/ ใครเป็นอยู่ก็แนะนำเลยครับ แบบยกนิ้วให้เลย สุดยอดครับ

#2 By สาโรจน์ (27.130.124.59|27.130.124.59) on 2014-09-23 19:05

big smile big smile surprised smile

#3 By (49.230.76.118|49.230.76.118) on 2014-11-27 21:08

What we are together. View my profile