มันฝรั่งบด 
เครื่องปรุง
มันฝรั่งขนาดกลาง 1 ผล  นมสดหรือน้ำต้มสุก 1/2 ถ.
วิธีปรุง
1. ล้างมันฝรั่งให้สะอาดใส่หม้อเติมน้ำให้ท่วม      ต้มจนกระทั่งมันฝรั่งสุกนุ่ม ใช้เวลา 20-30 นาที     หรือหุ้มด้วย อลูมินัมฟรอยด์อบในเตาอบ อุณหภูมิประมาณ 400 ฟาเรนไฮต์ ใช้เวลาประมาณ 45 นาที 
2. นำมันฝรั่งที่ต้มสุกมาลอกเปลือกออก แล้วบดให้ละเอียด ถ้าเหนียวหรือข้นเกินไปให้เติมนมสดหรือน้ำต้มสุก 

เฟลคต้มนมสด 
เครื่องปรุง
เฟลคหรือธัญพืชสำเร็จ 1-2 ช.ต.  นมสด 1/4 ถ.
วิธีปรุง
1. ผสมเฟลคกับนมสด แล้วคนเข้าด้วยกัน
2. เทใส่หม้อตุ๋นแล้วกวนสักครู่ พอร้อน ปิดไฟ ยกขึ้น 


ฟักทองบด 
เครื่องปรุง
ฟักทอง 2 ช.ต.  นมสด 3 ช.ต.
วิธีปรุง
1. ต้มฟักทองให้เละ นำมาครูดผ่านกระชอน
2. นำฟักทองที่ครูดแล้วใส่หม้อหม้อตุ๋น ยกขึ้นตั้งไฟ ตุ๋นให้ร้อน เติมนมสด คนให้เข้ากัน 

ข้าวบดฟักทอง 
เครื่องปรุง
ข้าวสุก 1/2 ถ. ฟักทองหั่นชิ้นเล็กๆ 1 ช.ต.  น้ำ 2 ถ.
วิธีทำ
1. ต้มข้าวสุกกับน้ำ โดยใช้ไฟอ่อนจนกระทั่งเป็นข้าวต้มเละๆ
2. ใส่ฟักทองที่หั่นเป็นชิ้นเล็กๆลงในหม้อ แล้วบดฟักทองกับข้าวเข้าด้วยกันโดยใช้หลังช้อน 

บดกะหล่ำดอก
เครื่องปรุง
กะหล่ำดอก 2-3 ช่อ 
วิธีทำ
1. เติมน้ำลงในหม้อสูงจากก้นหม้อประมาณ 1 นิ้ว ต้มน้ำให้เดือด 
2. ล้างกะหล่ำดอกให้สะอาด สะเด็ดน้ำแล้วใส่ลงในน้ำเดือด ปิดฝาเคี่ยวจนนุ่ม ใช้เวลาประมาณ 7-12 นาที 
3. ตักกะหล่ำดอกขึ้นสะเด็ดน้ำ แล้วครูดผ่านกระชอน ถ้าข้นเกินไปให้เติมน้ำต้มกะหล่ำดอกหรือเติมนมก็ได้ 

แตงกวาต้มน้ำซุป
เครื่องปรุง
แตงกวาผลเล็ก 2 ผล น้ำต้มกระดูกไก่ 1 ถ. ซีอิ้วขาวง่วนเชียง 1/2ชช.
วิธีทำ
1. แตงกวาปอกเปลือก ผ่าครึ่งคว้านไส้ออก แล้วหั่นชิ้นเล็ก ต้มกับน้ำต้มกระดูกไก่จนสุกนิ่ม ปรุงรสด้วยซีอิ้วขาว
2. บดแตงกวาที่ต้มสุกด้วยเครื่องบดไฟฟ้า หรือใช้วิธีครูดผ่านกระชอน 

ซุปปลาบด 
เครื่องปรุง
ปลาเนื้อขาว 1 ชิ้น เต้าเจี้ยว 1/4ชช. น้ำซุป 1/4ถ.
วิธีทำ 
1. เอาก้างออกจากปลา แล้วใช้ช้อนขูดเนื้อปลา ใช้ประมาณ 1 ชต.
2. ต้มน้ำซุปกับเต้าเจี้ยว พอซุปอุ่นๆ ใส่เนื้อปลาลงไปคนให้กระจาย 

เต้าหู้ไข่แดงบด 
- ต้มเต้าหู้อ่อนกับน้ำต้มกระดูกไก่ ด้ววยไฟอ่อนอย่าให้นานนัก 
- ต้มไข่ไก่จนสุก ใช้แต่ไข่แดง นำมาบดกับเต้าหู้อ่อน เติมน้ำเล็กน้อยให้นิ่มเละ หรือจะใช้ตับสลับกับไข่แดงบ้างก็ได้โดยที่เมื่อเต้าหู้สุกแล้วให้ใส่ตับบดลงไปต้มจนสุก 

ไข่แดงตุ๋นนมสด 
- อุ่นนมในหม้อตุ๋นให้พอร้อน ใส่ไข่แดงงคนให้เข้ากัน นำไปตุ๋น คอยคนบ่อยๆ 
คัสตาร์ดไข่แดง 
- ผสมนมสด 2 ชต. น้ำซุป 1 ชช. และไขข่แดง ( เอาเยื่อไข่แดงออกก่อน ) 1 ฟอง เข้าด้วยกัน ใส่เกลือป่นเล็กน้อย 
- นำไปนึ่งด้วยไฟแรงปานกลาง ประมาณ 5-7 นาที 

มันฝรั่งไข่แดง 
- หั่นมันฝรั่งเป็นชิ้นสี่เหลี่ยมเล็กๆ ต้มให้สุกนิ่ม บดละเอียด 
- ต้มไข่ให้สุกแข็ง บดละเอียด ต้มผักอะไรก็ได้ เช่น ตำลึง ผักกาดขาว ผักขม สับเป็นชิ้น ละเอียดเล็กๆ 
- ละลายเนยสดในหม้อ ผัดผัก มันฝรั่ง และไข่ให้เข้ากัน 

ไข่นึ่งผักขม 
- แช่ขนมปังในน้ำอุ่น หรือจะต้มก็ได้ 
- ต้มผักขมแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ตีไข่ให้เข้ากัน เติมน้ำซุป ปรุงรสด้วยเกลือ หรือซีอิ้วขาวเล็กน้อย 
- ใส่ผักขมและ ขนมปังลงในชาม เทส่วนผสมของไข่และน้ำซุปลงไป นำไปนึ่งประมาณ 10-15 นาที 

ขนมปังต้มกล้วย 
- ต้มขนมปังในนมสดจนนิ่มเละ 
- ครูดกล้วยน้ำว้าเอาแต่เนื้อ 
- พอขนมปังได้ที่ยกลง แล้วรีบเอากล้วยใส่

ปลาตุ๋น 
- ล้างปลา ขอดเกล็ด แกะก้างให้ดี ใส่เนื้อปลาลงในหม้อตุ๋นเติมนมสดหรือน้ำสุก 2 ชต. 
- ตุ๋นจนสุกนานประมาณ 20-30 นาที นำไปบดให้ละเอียด 
อาหารสำหรับเด็กวัย 8-12เดือน

สตูว์ไก่ 
สันในไก่หั่นชิ้นเล็กๆ คลุกกับแป้งสาลีและเกลือป่นหมักไว้ นำไปทอดให้เหลือง ผัดหอมใหญ่ หัวแครอทชิ้นเล็กๆ จนเหลือง ใส่เนื้อไก่ ถั่วแขก มันฝรั่ง เติมน้ำต้มกระดูกไก่ เคี่ยวจนเนื้อเปื่อย ผักสุกนิ่ม 

น้ำซุปไก่ 
ปอกเปลือกหัวไชเท้า แครอท อย่างละ 1 หัว ตัดครึ่ง ผ่า 4 ขึ้นฉ่าย 1 ต้น ตัดรากออก นำกระดูกไก่ลงแช่น้ำ นานประมาณ 40 นาที ใส่ผักทั้งหมดลงในหม้อน้ำกระดูกไก่ เติมเกลือ 1 ชช ยกขึ้นตั้งไฟ ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวนาน 30 นาที ระวังอย่าให้เดือด ช้อนฟองออกตักผัก กระดูกไก่ออก กรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำน้ำที่ได้ ไปต้มอีกครั้ง 

ข้าวนึ่งนม 
ผสมข้าวสารกับนมและเกลือ เข้าด้วยกัน นึ่งจนข้าวสุก เวลาทานราดด้วยน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง 

ผัดมักกะโรนีกุ้ง 
ต้มมักกะโรนีในน้ำเดือด ใส่เกลือป่นเล็กน้อยต้มจนมักกะโรนีนิ่ม ตักขึ้นแช่น้ำเย็น ตักขึ้นให้สะเด็ดน้ำ หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 
ผัดเนยกับหอมหัวใหญ่หั่นละเอียด ใส่มะเขือเทศ น้ำตาล เกลือ น้ำซุปเล็กน้อย ตามด้วยกุ้งสดสับชิ้นเล็กๆ ใส่มะกะโรนี ผัดให้เข้ากัน 

แตงกวาสอดไส้ 
แตงกวาหั่นขวาง คว้านไส้กลางออกผสมเนื้อหมูสับหรือกุ้งสับ หอมใหญ่สับ แป้งในและเกลือป่น เข้าด้วยกัน โรยแป้งสาลีเล็กน้อย ยัดไส้ลงในแตงกวา จัดเรียงลงหม้อ เติมน้ำต้มกระดูกไก่พอท่วม ต้มจนสุก 

ปลาทอด 
ปลาตาเดียว หรือปลาช่อน ลอกหนังและเลาะกระดูกออก หั่นหนาประมาณ 1/2นิ้ว  เคล้าปลากับน้ำมะนาวและเกลือ หมักไว้ 10 นาที ละลายเนยในกระทะ นำปลาลงทอดให้สุก 

ผัดเม็ดถั่วลันเตา 
ใส่น้ำมันลงในกะทะ ผัดหมูสับ มะเขือเทศ และเม็ดถั่วลันเตาต้มสุก ปรุงรสด้วยเกลือป่น ตักใส่จาน 
ตีไข่ นมสด เกลือป่น ให้เข้ากัน ละลายเนยในกะทะ เทไข่ที่ผสมแล้วลงไปคนให้กระจาย ใส่เม็ดถั่วที่ผัดกับหมูสับมะเขือเทศลงไป คนให้เข้ากัน 

ขนมปังแพนเค้ก 
ปั่นขนมปัง ไข่ นม วานิลลา เข้าด้วยกัน ให้เนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ละลายเนยในกะทะแบน ตั้งไฟพอร้อนตักส่วนผสมลงทอด 

มันฝรั่งชุบไข่ทอด 
ต้มมันฝรั่งทั้งเปลือกให้สุกนิ่ม ลอกเปลือกออก หั่นเป็นแว่นบางๆ และหั่นเป็นชิ้นเป็นชิ้นใหญ่ๆอีกที หั่นเนื้อหมูเป็นชิ้นเล็ก หมักกับเกลือป่นเล็กน้อย ละลายเนยในกะทะ นำเนื้อหมูกับมันฝรั่งลงผัด ตีไข่ให้ขึ้นฟู ใส่มันฝรั่ง เนื้อหมู ที่ผัดไว้ นำไปทอดให้เหลืองสุก 

หมูสับราดหน้าผัก 
หมูสับ หอมใหญ่สับ เกลือป่น ไข่ขาว แป้งมัน ผสมให้เขากัน เสร็จแล้วปั้นหมูเป็นห้อนกลมเล็กๆ ทอดให้สุก ลวกแครอท กะหล่ำดอก มะเขือเทศ ถั่วแขกพอสุก นำผักทั้งหมดลงผัด เติมน้ำซุป เกลือป่น ละลาย แป้งมันใส่ ตักราดเนื้อหมูที่ทอดแล้ว 

ข้าวบดไก่ 
เครื่องปรุง
ข้าวสุก 1/2 ถ.  เนื้อไก่สับ 1 ช.ต.  น้ำ 1 1/2 ถ.  ซีอิ้วขาว 1/2 ช.ช.
วิธีทำ
1. ต้มข้าวสุกกับน้ำ ต้มไฟปานกลางจนข้าวสุกแล้วใส่ไก่สับ ต้มไฟอ่อน
2. คนจนกระทั่งเนื้อไก่สุก นำมาบดด้วยหลังช้อนพอให้เข้ากัน 

มันเทศกวน
เครื่องปรุง  มันเทศ 1 หัวเล็ก   ลูกเกด 1 ชต.  เนยสด 1ชต.  น้ำตาลทราย 1 ชต.
วิธีทำ
1. มันเทศล้างให้สะอาด ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอคำ นำไปต้มหรือนึ่งให้สุกนิ่ม 
2. ใส่มันเทศที่ต้มหรือนึ่งลงในหม้อ ยีมันเทศให้ละเอียดในระหว่างที่ยังร้อนอยู่ 
3. ลูกเกดลวกน้ำอุ่นแล้วสับให้ละเอียด คลุกกับมันเทศบด เติมเนยสดและน้ำตาลทราย นำไปตั้งไฟกวนสักครู่ ใช้ไฟอ่อน 
4. ตักมันเทศกวนใส่ผ้าขาวบาง 1 ชต. แล้วบิดผ้าให้เป็นก้อนกลมๆ เมื่อคลี่ผ้าออกจะได้มันเทศบดรูปกลมๆ


4.เมื่อจำเป็นต้องใช้นมผสมเลี้ยงทารกแทนนมแม่

 กรณีที่แม่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาจจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม เช่น แม่เจ็บป่วยมีปัญาหัวนมแตก น้ำนมไม่พอ ฯลฯ ก็อาจมีความจำเป็นต้องใช้นมผสมเลี้ยงลูก แม่ควรได้ปรึกษากุมารแทพย์หรือพยาบาลเพื่อให้สามารถเลือกชนิดของนมผสมได้อย่างถูกต้องเหมาะสมกับวัยของลูก

            โดยทั่วไปจะแบ่งนมผสมเป็น 3 ประเภท

            1.นมผงดัดแปลงสำหรับทารก  เป็นนมที่ดัดแปลงให้มีสารอาหารใกล้เคียงนมแม่มากที่สุด เหมาะสำหรับทารกแรกเกิดถึง 6 เดือน

            2.นมผงดัดแปลงสูตรต่อเนื่อง  เป็นนมดัดแปลงที่มีปริมาณโปรตีนสูงขึ้นและมีการเติมวิตามินและแร่ธาตุลงไป เหมาะสำหรับเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 3 ปี

            3.นมครบส่วน  ผลิตภัณฑ์นี้จะมีได้ทั้งที่เป็นนมผงและนมสดทั่วไป เช่น นมพาสเจอร์ไรส์ นมกล่องยูเอชที ฯลฯ เหมาะสำหรับเด็กอายุ 1 ปีขึ้นไป

             เนื่องจากนมผงมีหลายประเภท และขนาดช้อนตวงแตกต่างกัน แต่โดยทั่วไปช้อนตวงนมจะมี 2 ขนาดคือ

            1.ช้อนตวงขนาดเล็ก (ขนาดประมาณ 4.5 กรัม) ให้ผสม 1 ต่อ 1 คือ นมผง 1 ช้อน ต่อน้ำ 30 มิลลิลิตร หรือ 1 ออนซ์

            2.ช้อนขนาดใหญ่ (ขนาด 7-8 กรัม) ให้ผสม 1 ต่อ 2 คือ นมผง 1 ช้อนต่อน้ำ 60 มิลลิลิตร หรือ 2 ออนซ์

            การผสมนมใน 2 ลักษณะข้างต้นนี้จะได้ส่วนผสมของนม โดย 1 ออนซ์จะให้พลังงาน 20 กิโลแคลอรี สิ่งสำคัญในการเตรียมนมผสม คือ เน้นความสะอาด ทั้งนี้เพื่อป้องกันอาการท้องเดินที่จะเกิดขึ้นได้

            การเตรียมที่ถูกต้องควรเริ่มตั้งแต่การล้างทำความสะอาดขวดนมและจุกนม ไม่ให้มีคราบนมติดขวด จากนั้นต้มขวดนมในน้ำเดือด นาน 5-10 นาที ส่วนจุกยางให้ต้มในน้ำเดือดไม่เกิน 5 นาที (เพราะถ้าต้มนานจะทำให้จุกยางเสื่อม) เมื่อจะผสมนมให้ใส่น้ำสุกอุ่นๆ ลงในขวดจนได้ปริมาณตามต้องการ แล้วตวงนมผงใส่ลงในขวด ปิดจุกขวดเขย่าจนนมผงละลายหมด การเตรียมนมผสมควรเตรียมมื้อต่อมื้อแล้วใช้ทันที หากยังไม่ได้ใช้ทันทีควรเก็บนมที่ผสมแล้วไว้ในตู้เย็น

5 .ใน 1 วัน ลูกน้อยควรได้รับอาหารอะไร จำนวนเท่าไร

เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ดังนั้นจึงไม่ควรกำหนดตายตัวว่าลูกจะต้องได้รับอาหารแต่ละชนิดเป็นปริมาณเท่าไหร่ ลูกอาจจะทานอาหารได้มากกว่าหรือน้อยกว่าที่แนะนำได้ แต่ต้องไม่ต่างจากที่แนะนำมากจนเกินไป อย่างไรก็ตามในระยะสองขวบปีแรกเด็กควรได้รับนมแม่ควบคู่ไปกับการาได้รับอาหารเสริมตามวัย

            เมื่อลูกน้อยมีอายุ 4-5 เดือน

            ควรได้รับอาหารทารกตามวัยเพิ่มจากนมแม่ เป็นพลังงานจากอาหาร 76-188 กิโลแคลอรี โปรตีน 1.2-4.1 กรัมต่อวัน

            ดังนั้น อาหารที่ลูกวัยนี้ควรได้รับใน 1 วัน ได้แก่ ข้าวบดกับปลานึ่ง ประกอบด้วย ข้าวบด 3 ช้อนกินข้าว เนื้อปลา 1 ช้อนโต๊ะ และน้ำมันพืชครึ่งช้อนชา

            หรือ ข้าวบดกับไข่แดง ประกอบด้วย ข้าวบด 3 ช้อนกินข้าว ไข่แดงต้มสุกครึ่งฟอง และน้ำมันพืชครึ่งช้อนชา

            หรือ ฟักทองบดกับไข่แดง ประกอบด้วย ฟักทองบด 6 ช้อน กินข้าว ไข่แดงต้มสุกครึ่งฟอง และน้ำมันพืชครึ่งช้อนชา

            หรือ กล้วยน้ำว้าครึ่งผล และไข่แดงครึ่งฟอง

           เมื่อลูกอายุ 6-8 เดือน

            ควรได้รับอาหารทารกตามวัยเพิ่มจากนมแม่ เป็นพลังงานจากอาหาร 269-371 กิโลแคลอรี โปรตีน 2.7-5.4 กรัมต่อวัน

            ดังนั้นอาหารที่ควรได้รับใน 1 วัน ได้แก่ อาหาร 2 มื้อ

            เช้า       ข้าวต้มปลาช่อนตำลึง

            บ่าย       มะละกอสุก 2-3 ช้อนกินข้าว

            เย็น       ข้าวต้ม + ไข่ตุ๋นแครอท

หรือ

            เช้า       ข้าวต้มตับไก่ใส่ตำลึง

            บ่าย       มะละกอสุก หรือมะม่วงสุก 2-3 ช้อนกินข้าว

            เย็น       ข้าวต้มตับไก่ใส่ตำลึง

  เมื่อลูกอายุ 9-12 เดือน

            ควรได้รับอาหารทารกตามวัยเพิ่มจากนมแม่ เป็นพลังงานจากอาหาร 451-6545 กิโลแคลอรี โปรตีน 3.5-6.2 กรัมต่อวัน

            ดังนั้นอาหารที่ควรได้รับใน 1 วัน ได้แก่ อาหาร 3 มื้อ

            เช้า       ข้าวตุ๋น + ต้มจืดปลาใส่ตำลึงและฟักทอง

กลางวัน ข้าวตุ๋น + ต้มจืดปลาช่อนใส่ตำลึงและฟักทอง

            บ่าย       กล้วยน้ำว้าสุกครึ่งผล

            เย็น       ข้าวตุ๋น + ไข่คั่วตำลึง

            หรือ

            เช้า       ข้าวตุ๋น + แกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้หมูสับ

            กลางวัน ข้าวผัดสามสี

            บ่าย       มะละกอสุก 2-3 ช้อนกินข้าว

            เย็น       ข้าวตุ๋น + แกงจืดผักกาดขาวเต้าหู้หมูสับ

            คุณแม่อย่าลืมว่าอาหารที่เตรียมให้ลูกควรจะต้องเป็นอาหารที่ทำเสร็จใหม่ๆ แต่ถ้าคุณแม่ไม่มีเวลาทำหลายๆ ครั้ง ก็จะต้องเก็บในตู้เย็น และอุ่นให้ลูกก่อนป้อน เพื่อป้องกันอาการท้องเสียนะคะ

การเก็บน้ำนมแม่

posted on 08 Mar 2012 16:03 by potjanee
สถานที่เก็บ อุณหภูมิ ระยะเวลาเก็บ
ตั้งทิ้งไว้ 25 C 4-6 ช.ม.
ตั้งทิ้งไว้ 19-22 C 10 ช.ม.
กระติกใส่น้ำแข็ง 15 C 24 ช.ม.
ตู้เย็นช่องธรรมดา 0-4 C 8 วัน
ช่องแช่แข็งตู้เย็นประตูเดียว   2 สัปดาห์
ช่องแช่แข็งตู้เย็น 2 ประตู    4-6 เดือน
ช่องแช่แข็งเย็นจัด ตู้เย็นชนิดพิเศษ -19 C 6 เดือน หรือมากกว่า
 
 

ปริมาณนมที่เหมาะสมสำหรับทารกโดยประมาณ

 

อายุ ปริมาณต่อมื้อ (โดยเฉลี่ย)
แรกเกิด - 2 เดือน 2-5 oz.
2 - 4 เดือน 4-6 oz.
4 - 6 เดือน
5-7 oz.
  • เมื่อต้องการนำนมที่แช่แข็งไว้มาใช้  ให้ละลาย นมแม่ ที่แช่แข็งด้วยการนำมาแช่ในตู้เย็นปกติก่อนล่วงหน้า 1 คืน (12 ช.ม.) ถ้าลูกชอบแบบเย็นๆ ก็เขย่าๆ ให้ไขมันที่แยกชั้นละลายเข้ากันแล้วป้อนได้เลย  แต่ถ้าลูกไม่ชอบก็นำมาแช่ในน้ำอุ่นก่อนป้อน ห้ามใช้น้ำร้อนจัดหรือไมโครเวฟ เพราะจะทำลายเซลล์มีชีวิตที่อยู่ใน นมแม่ 
  • ไม่ควรปล่อยให้นมแช่แข็งละลายเองที่อุณหภูมิห้อง ถ้าลืมและต้องการให้ละลายเร็ว ให้แช่ในน้ำธรรมดาให้เป็นอุณหภูมิปกติ แล้วเปลี่ยนเป็นแช่น้ำอุ่น
  • นมที่เก็บในถุงเก็บนมแม่จะละลายเร็วกว่าเก็บในขวดหรือภาชนะอื่นๆ
  • น้ำนมที่ละลายแล้ว สามารถเก็บในตู้เย็นได้ 24 ช.ม. น้ำนมที่เหลือจากการป้อนนมในขวดหรือถ้วย สามารถเก็บได้ถึงมื้อต่อไปเท่านั้น
  • ไม่ควรนำนมแช่แข็งที่ละลายแล้ว กลับไปแช่แข็งใหม่
  • สามารถผสมน้ำนมแม่ที่บีบหรือปั๊มออกมาใหม่ใส่รวมกับน้ำนมแม่ที่แช่เย็นไว้ก่อนแล้วได้ภายใน 24 ช.ม.หลังจากการเก็บครั้งแรก
  • ถ้าต้องการใช้นมภายใน 8 วันหลังจากปั๊ม ไม่ต้องแช่แข็ง ให้แช่ตู้เย็นช่องปกติ  ถ้าต้องการแช่แข็ง ให้แช่แข็งภายใน 24-48 ช.ม. หลังจากปั๊มออกมา (ยิ่งแช่แข็งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น)
  • น้ำนมแช่แข็งที่ละลายแล้ว  อาจมีกลิ่นหืน แต่ไม่เสีย (นอกจากมีกลิ่นรุนแรงมากและมีรสเปรี้ยว จึงจะเสีย)

หมายเหตุ

คำแนะนำในการเก็บรักษาน้ำนมแม่ข้างต้น เป็นคำแนะนำทั่วๆ ไป ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติได้  สิ่งใดก็ตามที่แตกต่างไปจากคำแนะนำดังกล่าว ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแต่ละครอบครัว  ถ้ากังวลมากก็ไม่ควรทำ  แต่ถ้าคิดว่าน่าจะได้ ก็ทดลองทำดูได้  อาจจะใช้ได้หรือใช้ไม่ได้  ก็จำไว้เป็นประสบการณ์ของตนเองค่ะ ถ้าอยากทราบว่านมเสียหรือไม่ วิธีที่ง่ายที่สุดคือ ชิมค่ะ

๑๐ เคล็ดลับในการให้ลูกกินนมจากอกแม่ได้ครบหนึ่งปี

โดย คริสทีน ฟอสเตอร์, เมาน์เทนวิว แคลิฟอร์เนีย

จาก NEW BEGINNINGS, เล่มที่ ๒๓ ฉบับที่ ๑, มกราคม-กุมภาพันธ์ ๒๐๐๖, หน้า ๔-๘

ถึงแม้สมาคมกุมารเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาและองค์กรทางการแพทย์อื่นๆ จะให้คำแนะนำไว้อย่างชัดเจนว่า ทารกควรจะได้กินนมจากอกแม่จนกระทั่งอายุครบ ๑ ขวบ แต่มีแม่และทารกจำนวนไม่มากที่สามารถทำได้สำเร็จ แม้ว่าแม่ลูกอ่อนในสหรัฐอเมริกามากกว่า ๗๐% จะให้ลูกกินนมจากอกแม่ตอนแรกคลอด แต่มีเพียง ๑๖% เท่านั้นที่ยังคงให้ลูกกินนมจากอกแม่ตอนอายุ ๑ ขวบ เหตุผลที่คุณแม่จำนวนมากไม่สามารถทำได้สำเร็จตามเป้าหมายเป็นเรื่องซับซ้อน อาจเป็นเพราะสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัวไม่ได้ช่วยส่งเสริมการให้ลูกกินนมจากอกแม่มากพอ

การมีทางเลือกอื่นที่ง่ายกว่าเวลาเกิดปัญหาหรือความลำบากในการให้นม และการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสุขภาพของเด็กกินนมแม่ซึ่งจะแตกต่างจากเด็กกินนมขวดอย่างมหาศาล และเหตุผลอื่นๆ แต่คุณแม่ที่ตั้งใจจริงส่วนใหญ่จะสามารถให้ลูกกินนมจากอกแม่ได้จนครบปีหรือนานกว่านั้น บทความนี้จะให้คำแนะนำและเคล็ดลับที่จะทำให้คุณแม่ไปถึงเป้าหมายได้

 

๑. ขอความช่วยเหลือ

ถึงแม้คุณแม่ส่วนใหญ่จะได้เริ่มให้ลูกกินนมแม่จากอกแม่หลังคลอด แต่คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะไม่เคยมีประสบการณ์ตรงในการให้นมลูกมาก่อน ความเปลี่ยนแปลงที่คุณแม่มือใหม่ต้องเผชิญหลังคลอดบุตรเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดา และบ่อยครั้งก็น่าประหลาดใจ หลักการทางทฤษฎีในการวางแผนให้ลูกกินนมจากอกแม่อาจจะแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการให้นมลูกในทางปฏิบัติ ดังนั้นการได้รับความช่วยเหลือจากผู้มีความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับการให้ลูกกินนมจากอกแม่จะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสบายใจและมั่นใจมากขึ้น

 

หนึ่งในวิธีที่ง่ายที่สุดในการขอความช่วยเหลือ คือการเข้าร่วมประชุม LLL* ในระหว่างตั้งครรภ์ ผู้นำที่มีประสบการณ์ตั้งข้อสังเกตว่าคุณแม่ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของ LLL ก่อนทารกคลอดมักจะประสบปัญหาเกี่ยวกับการให้นมลูกน้อยกว่า เพราะพวกเขามีความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติของการให้ลูกกินนมจากอกแม่มากกว่า และถ้าพวกเขาเจอปัญหาหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คุณแม่ที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของ LLL แล้ว ก็มักจะไม่ลังเลใจที่จะโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือผู้นำ LLL ที่พวกเขารู้จัก

 

การให้สมาชิกในครอบครัวและเพื่อนๆ ได้รับรู้เกี่ยวกับเป้าหมายของการให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของคุณก็อาจจะช่วยได้มาก ตอนที่ยูนิที ดีนส์เริ่มตั้งครรภ์ลูกแฝด เธอเขียนรายการเหตุผลต่างๆ อธิบายว่าทำไมลูกทั้งสองของเธอจำเป็นต้องได้กินนมแม่ เพื่อทำให้ คลี สามีของเธอเข้าใจถึงเป้าหมายในการให้ลูกกินนมจากอกแม่ของเธอ การเตรียมการล่วงหน้าของยูนิทีมีความหมายมาก เพราะตอนที่พวกเขาประสบกับปัญหาในช่วงสัปดาห์แรกๆ เธอได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มที่จากสามี “เขารู้สึกประหลาดใจมากที่มีเหตุผลมากมายขนาดนั้น” เธอกล่าว

 

๒. หัดให้ลูกกินนมจากอกนมแม่ในที่สาธารณะ

การฝึกหัดที่จะให้ลูกกินนมจากอกแม่ในที่สาธารณะอาจจะเป็นเรื่องลำบากมาก โดยเฉพาะในชุมชนที่การให้ลูกกินนมจากอกแม่ไม่ใช่เรื่องปกติ ผู้หญิงที่รู้สึกไม่มั่นใจที่จะให้นมลูกในที่สาธารณะมักจะมีปัญหาในการให้ลูกกินนมจากอกแม่จนถึงหนึ่งปีหรือนานกว่านั้น ถ้าคุณแม่ไม่ต้องการให้นมลูกในที่สาธารณะ ก็ควรจะต้องลดกิจกรรมนอกบ้านลง หรือจะต้องปั๊มนมออกมาเก็บไว้เพื่อให้ลูกกินนมจากขวด ทั้งสองวิธีอาจจะเป็นเรื่องน่าอึดอัดและจำกัดสายสัมพันธ์ของการให้ลูกกินนมจากอกแม่

 

คุณแม่บางคนรู้สึกว่าเสื้อให้นมมีประโยชน์มากเวลาให้นมลูกในที่สาธารณะ ในขณะที่บางคนก็รู้สึกว่าการให้นมลูกโดยการเปิดเสื้อขึ้นจากด้านล่างและจับให้ทารกบังผิวหนังที่เปิดเผยก็สะดวกพอๆ กัน คุณแม่จำนวนมากเพิ่มความมั่นใจโดยการหัดให้นมในที่ที่ตนเองเคยชิน (เช่น ในการประชุม LLL) หรือฝึกหัดหน้ากระจกเพื่อดูว่าสิ่งที่คนอื่นเห็นเป็นอย่างไร บางครั้งการมีคนสนิทไปเป็นเพื่อนในการออกนอกบ้านช่วงแรกๆ อาจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกมั่นใจมากขึ้น “ถึงแม้คนจะรู้ว่าเรากำลังให้นมลูก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่” ยูนิทีกล่าว “พยายามสร้างความรู้สึกแบบนั้นขึ้นมา ว่าคุณกำลังให้นมลูก คุณกำลังทำให้ลูกสบายใจ นั่นคือหน้าที่ของเต้านมของคุณ”

 

บ่อยครั้งคุณแม่ก็อาจจะได้รับกำลังใจสำหรับความสัมพันธ์ของการให้ลูกกินนมจากอกแม่จากคนแปลกหน้าที่ได้เห็นเธอให้นมลูก ดอว์น เบิร์ค ผู้นำ LLL ในรัฐจอร์เจียเล่าว่า “ฉันรู้สึกไม่มั่นใจกับการให้นมลูกในที่สาธารณะตอนมีลูกคนแรก” ตอนที่ลูกของเธออายุประมาณ ๘ เดือน พวกเขาไปตลาดนัดที่ขายผักผลไม้ด้วยกัน ลูกของเธออยากกินนมแม่เต็มที่ ดอว์นหาจุดที่ค่อนข้างปลอดคน ตรงลังใส่นมใกล้ๆ กับที่พักพนักงานและคนทั่วไป เธอนั่งลงให้นมลูก พนักงานชายสูงอายุคนหนึ่งเดินเข้ามาและกล่าวชมการให้นมลูกของเธอเสียงดัง “ดีจังที่เห็นคุณให้ลูกกินนมแม่” ดอว์นเล่าว่าเขาพูดว่า “ผมมาจากประเทศอินเดีย” เขาบอกต่อไปว่า “และที่นั่นการให้ลูกกินนมจากอกแม่เป็นเรื่องสำคัญมาก คุณให้ลูกกินนมแม่ต่อไปนะ มันดีมากๆ” ตอนนนี้ดอว์นกล่าวว่า “ฉันบอกคุณแม่ทั้งหลายให้รับความช่วยเหลือและกำลังใจจากทุกที่ที่หาได้”

 

๓. หลีกเลี่ยงการใช้ขวดนมและจุกนมเทียม

มีทารกบางคนสามารถใช้ขวดนมและจุกนมเทียมและยังสามารถกินนมจากอกแม่ต่อเนื่องได้จนถึง ๑ ขวบ แต่หนังสือ “THE BREASTFEEDING ANSWER BOOK” ระบุว่าการตอบสนองความต้องการในการดูดของทารกด้วยสิ่งอื่นนอกเหนือจากเต้านมมีโอกาสทำให้เกิดการหย่านมเร็วกว่าที่ควร การใช้จุกนมยางในช่วงสัปดาห์แรกๆ สามารถรบกวนความสามารถของทารกในการดูดนมจากอกแม่

 

LLL แนะนำให้หลีกเลี่ยงการใช้จุกนมยางในช่วงสัปดาห์แรกๆ ซึ่งอาจจะทำให้คุณแม่รู้สึกสับสนกับคำแนะนำจากสถาบันกุมารเวชศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกา ที่บอกว่าทารกควรจะนอนหลับไปพร้อมกับจุกนมเทียมเพื่อช่วยลดความเสี่ยงของโรคไหลตายในเด็ก (Sudden Infant Death Syndrome หรือ SIDS) LLL เชื่อว่าคำแนะนำนี้ไม่ได้พิจารณาหลักการสำคัญเกี่ยวกับการกินนมจากอกแม่ และจะเกิดผลเสียต่อพัฒนาการของความสัมพันธ์ในการกินนมจากอกแม่ในระยะยาว ประกาศที่ออกโดย LLL ระบุว่า

 

จุกนมเทียมคือสารสังเคราะห์ที่นำมาทดแทนสิ่งที่เต้านมทำได้โดยธรรมชาติ ทารกที่กินนมจากอกแม่มักจะกินนมจนหลับไปทั้งตอนนอนกลางวันและตอนกลางคืน การใช้จุกนมเทียมตามที่สถาบันกุมารเวชศาสตร์แนะนำอาจจะทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงเนื่องจากเต้านมได้รับการกระตุ้นน้อยลง และอาจจะมีผลต่อระยะเวลาของการรให้ลูกกินนมจากอกแม่

 

อีกนัยหนึ่งก็คือ ถ้าจุกนมเทียมเป็นสิ่งที่ดีสำหรับทารก ทำไมถึงไม่ใช้สิ่งที่ดีที่สุด ซึ่งก็คือ เต้านม นั่นเอง

 

๔. หาวิธีให้คุณพ่อได้มีส่วนร่วม

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้คุณแม่มือใหม่ตัดสินใจปั๊มนมใส่ขวดให้ลูกกินแทนการให้กินจากอกแม่ก็คือ พวกเขาอยากให้คุณพ่อได้มีส่วนร่วมในการให้นมลูกโดยใช้ขวดด้วย แต่การให้นมโดยใช้ขวดบ่อยๆ อาจนำไปสู่การหย่านมเร็วกว่าที่ควร ดังนั้นการหาวิธีอื่นที่คุณพ่อจะสามารถเชื่อมโยงกับทารกได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ หลายครอบครัวใช้การอาบน้ำหรือนวดตัวให้ทารกเป็นโอกาสพิเศษที่จะสร้างความผูกพันระหว่างพ่อกับลูก เพราะทารกมีโอกาสสัมผัสเนื้อแนบเนื้อกับพ่อและทำให้เขารู้สึกสบาย

 

ซินดี้ โฮเวิร์ด ผู้นำ LLL ในรัฐแคลิฟอร์เนีย เล่าว่าสามีของเธอไม่ชอบให้ลูกสาวกินนมจากขวด เพราะลูกๆ จะทำท่าเหมือนกับว่าพวกเขาไม่ได้รับสิ่งที่ดีที่สุด ตอนที่เกว็นลูกสาวคนเล็กยังเป็นทารก จอห์นสร้างความผูกพันโดยการนวดเท้าให้เธอในระหว่างที่ภรรยาของเขาเข้าชั้นเรียนออกกำลังกายตอนเช้า

 

เจนนิเฟอร์ โมควิน ผู้นำ LLL ในรัฐเพนซิลเวเนีย ให้แอนโทนีสามีของเธออยู่กะดึกกับลูกสาวที่ไม่ค่อยยอมนอนตอนกลางคืน เธอจะให้นมลูกและนอนพักซักงีบ ในขณะที่คุณพ่ออุ้มลูกเดินไปเดินมา เปิดเพลงพิเศษให้เธอฟังและชวนให้เธอดูรูปตัวเองที่ติดอยู่ที่ผนัง“เธอสงบและผ่อนคลาย แต่ก็ตาสว่างเต็มที่” เจนนิเฟอร์บอก “มันเป็นเวลาที่ดีมากสำหรับทั้งคู่”

 

๕. สร้างจังหวะประจำวัน

กำหนดการที่เคร่งครัดอาจทำให้คุณแม่ตอบสนองความต้องการของทารกได้ไม่ดีเท่าที่ควร กำหนดการเหล่านี้ยังอาจทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงได้ เพราะเอาน้ำนมออกจากเต้านมได้น้อยครั้งลง คุณแม่อาจรู้สึกสับสนเวลาได้ยินคำพูดว่า ทารก “ควรจะ” ได้กินนมจากอกแม่ ๘–๑๒ ครั้งใน ๒๔ ชั่วโมง หรือทารก “ควร” ได้กินนมจากอกแม่ ๑๐–๑๕ นาที ในขณะที่ลูกของตนเองไม่ได้ทำตามนี้ หนังสือ THE BREASTFEEDING ANSWER BOOK เขียนไว้ว่า “ระยะเวลาในการให้น