ขนมปัง

posted on 17 Jan 2012 13:58 by potjanee
สูตร ขนมปังปอนด์
2010-11-28 12:32
*****ขนมปังสูตรนุ่ม UFM*****

ขนมปังสูตรนี้ นุ่มได้ใจจริง ๆ ค่ะ เป็นสูตรของ UFM ค่ะ ขอบคุณคุณ redpink ทำให้ดิฉันได้ทำขนมซึ่งนวดมือและได้ขนมปังออกมานุ่มมากค่ะ ปกติจะไม่ค่อยชอบทำขนมปังเพราะไม่มีเครื่อง แต่ได้สูตรนี้มานวดไม่ยากด้วยค่ะ เพียงแต่ฟัดไปฟัดมา ขยำ ๆ นวดไปนวดมาก็สนุกดี มาดูกันค่ะ 









ส่วนผสม
แป้งขนมปัง 355 กรัม
แป้งอเนกประสงค์ 145 กรัม
นมผง 20 กรัม
ยีสต์แห้ง 10 กรัม
น้ำตาลทราย 90 กรัม
เกลือสมุทร 2 กับ เศษ 1 ส่วน 4 ช้อนชา (ถ้าเป็นเกลือปรุงทิพย์ลดลงครึ่งนึง)
ไข่ไก่ เบอร์ 3 2 ฟอง (เราใช้เบอร์ 1 = 1 ฟองครึ่ง)
น้ำ 235 กรัม
เนยสด 100 กรัม

วิธีทำ
- แป้งขนมปัง+แป้งอเนกประสงค์+ยีสต์+นมผง ใส่ในโถผสมพักไว้
- เอาน้ำตาล+เกลือ+ไข่ไก่+น้ำ เทรวมกัน คนจนน้ำตาลละลายค่ะ
* เราใช้เครื่องผสมอาหารของเซเวอรินเป็นตัวช่วยนวดนะคะ นวดเองท่าทางจะไม่สำเร็จ
- เริ่มนวดแป้งกัน เราเปิดที่ speed 4 ค่ะ แล้วก็ใช้ speed นี้ตลอดเลย เมื่อเครื่องเริ่มเดิน เราก็ค่อยๆเทส่วนผสมของเหลวลงไปเรื่อยๆ จนหมด
- พอส่วนผสมเข้ากัน หมดฝุ่นแป้งแล้ว ก็ใส่เนยสดลงไปค่ะ ปล่อยให้เครื่องนวดไปจนกว่าจะขึงเป็นฟิล์มบางๆได้ ถ้าได้ตามนี้..ไม่ต้องใช้สารเสริมเลยค่ะ ขนมปังก็ยังนุ่มอยู่
- หลังจากได้แป้งเนียนๆแล้ว "เก็บโดให้เป็นลูกกลมๆ ผิวเรียบตึง โดจะได้เก็บอากาศได้เยอะๆ" พักแป้งจนแป้งขึ้นเป็น 2 เท่า ก็นำมาชกไล่ลม แล้วก็นำมาขึ้นรูป...ใส่ไส้ตามต้องการ....พักอีกรอบให้ขึ้น 2 เท่า...
- นำไปอบ 350 องศา F 15-20 นาทีก็เรียบร้อย แล้วแต่ขนาดของขนมค่ะ

ใครมีเครื่องทำตามข้างบนนะค่ะ 

นวดมือตามนี้ค่ะ

1. โดยผสมส่วนแป้ง 2 ชนิด ยีสต์ นมผง ลงในภาชนะพักไว้ก่อนค่ะ
2. ต่อจากนั้น นำน้ำตาล เกลือ (ดิฉันใช้เนยเค็มเลยไม่ได้ใส่เกลือค่ะ) ไข่ไก่ น้ำ ผสมลงในชามคนให้น้ำตาลละลาย
3. น้ำของเหลวที่น้ำตาลละลายแล้วเทลงในส่วนผสมแป้ง ผสมให้เข้ากัน แล้วค่อยใส่เนยสด สูตรนี้โดว์จะนิ่มมาก ๆ นวดนานหน่อยนะค่ะ ทั้งนวดทั้งฟัดไปมา นวดจนแป้งเนียนขึงเป็นฟิล์มบาง
4. คลึงโคว์กลม ๆ (ของดิฉันส่วนผสมเหลวมากก็ให้กลมที่สุด) พักให้โดว์ขึ้น 2 เท่า ประมาณ 1-1.5 ชม (ดิฉันพัก 30 นาทีเพราะอากาศร้อนค่ะ) 
5. วิธีเช็ดเอานิ้วจุ่มแป้งนวลแล้วจิ้มที่โดว์ ถ้าเป็นรอยปุ๋มไม่ดันกลับใช้ได้
6. แบ่งโดว์ ก้อนละ 30 กรัม คลึงกลม ใส่ไส้ตามต้องการ 
7. อบไฟ บน-ล่าง 200 องศาซี อบ 10-15 นาที เอาเนยหรือนมข้นจืดทาบาง ๆ ตอนขนมปังยังร้อนอยู่จะขึ้นเงาสวย

ไส้ทูน่า
1. หอมใหญ่สับละเอียด
2. ทูน่ากระป๋อง
3. มายองเนส
ตั้งกะทะนำเนยและน้ำมันใส่ผัดหอมใหญ่ให้หอมและใส่ทูน่าบี้ให้ละเอียดพอหยาบและใส่มายองเนส ใส่พริกไทยป่น ผัดให้พอแห้งแค่นี้ค่ะ

ไม่มีขึ้นตอนการทำนะค่ะ เพราะไม่คิดว่าจะนำมาลงบล็อก แต่พอเสร็จนิ่มมากก เลยรีบถ่ายรูปขนมที่เสร็จแล้วค่ะ นุ่ม นิ่ม หอม อร่อยมาก ค่ะ





ไส้ทูน่าหอม ! รับสักหน่อยไหมค่ะ



ดูความนิ่มกันชัด ๆ ค่ะ 

ขนมปังสูตรนี้จอมบองการเจอมาจาก blog ที่ชื่อ Warm Sweet Home ซึ่งเธอบอกว่า.. ขนมปังสูตรนี้นุ่มฟูและเธอรู้สึกว่าดีกว่า Hokkaido milk loaf จอมบงการผมหลังจากได้ลองทำ Hokkaido milk loaf แล้วจอมบงการผมบอกว่า Hokkaido milk loaf ถือเป็นสูตรขนมปังที่สอบผ่าน แต่ยังไมใช่สูตรที่จอมบงการผมชอบที่สุด แต่พอมาทำขนมปังสูตรนี้แล้วจอมบงการบอกว่า... จริงอย่างที่เจ้าของสูตรบอกว่า สูตรนี้ดีกว่านสูตร Hokkaido milk loaf เพราะสูตรนี้เนื้อขนมปังจะเบากว่าสูตร Hokkaido milk loaf ด้วยเหตุนี้สูตรขนมปังสูตรนี้จึงกลายเป็นสูตรขนมปังในดวงใจจอมบงการเลย

ส่วนผสม 



- แป้งขนมปัง 320 กรัม 3 ถ้วย - 1 1/2 ชต.
- ยีสต์ 3 กรัม (1 + 1/4 + 1/8 ชช.) 2 ชช
- น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ (ถ้าทำเป็นขนมปังจืดลดน้ำตาลอีก 3 ชต.)
- ไข่ 38 กรัม
- เกลือ 4 กรัม (1 1/4 ชช.)
- น้ำอุ่น 160 กรัม (3/4 =168.7 - 1 /2 ชต. ) + 1 1 /2ชต
- วิปครีมน้ำ 35 กรัม (3 ชต. (ถ้าใช้วิปครีมน้ำต้องลดน้ำอีก 1 1/2 ชต.)) (ถ้าใช้วิปครีมผง 2 ชต. น้ำคงเดิม) 
- น้ำผึ้ง 33 กรัม (1 1/2 ชต.)
- เนย 20 กรัม (1 ช.ต. = 12.5)

วิธีทำ 

- ผสมแป้งกับเกลือไว้ด้วยกัน ใส่โถผสมไว้



- นำน้าอุ่นใส่น้ำตาล น้ำผึ้ง ยีสตื ลงไป พักไว้ครู่หนึ่งพอเป็นฟองๆ 



- ใส่ไข่ลงไปวิปครีมใส่ตีพอไข่แตกแตกผสมลงไปในส่วนผสมยีสต์



- นำส่วนผสมของเหลวไปเทใส่ในแป้งคนให้เข้ากัน 



ตีสักพักหนึ่ง พอรวมตัวเป็นก้อน ใส่เนยลงไปตีจนไม่ติดโถ 



สามรถดึงยืดๆ เป็นฟิล์มบางๆ เหมือนเวลาคนขายโรตีฟาดแป้งให้บางประมาณ 35 นาทีขึ้นไป



- นำแป้งโดที่นวดได้ที่แล้วใส่ชามนำผ้าขาวบางมาปิดฝาชามไว้ 



ตั้งไว้ในที่ร้อนๆ พักไว้ให้ขึ้น 2 เท่า ประมาณ 60 นาที 



แล้วนำมาชกไล่ลมแบ่งออกเป็น 9 ส่วนเท่าๆ กัน จะชั่งก็ได้แต่วันนี้จอมบงการขี้เกียจเลยไม่ชั่งใช้กะๆ เอา พักแป้งไว้ 15 นาที 



วันนี้จะทำเป็นขนมปังลูกเกดจอมบงการเลยเอาแป้งที่แบ่งนำมารีดเป็นแผ่นแล้วใส่ลูกเกดกดๆ ลงไปในแป้ง ม้วนแป้งเป็นโรล



นำไปใส่พืมพ์ 8x8 นิ้ว พักไว้ให้ขึ้นประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ของพิมพ์ประมาณ 90 นาที นำไปอบที่อุณหภูมิ 200 องซาซี 10 นาที แล้วลดไฟลงเหลือ 175 องศาซี อบต่ออีก 20 - 25 นาที พักให้เย็นเอาออกจากพิมพ์

22 Sep 2008 by G-G
0 comments


คุณแม่ตั้งครรภ์จะกลุ้มใจไปทำ ไม๊.ม..ม.. 
          อาการและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกาย ที่คุณแม่ตั้งครรภ์จะต้องเผชิญ แต่เพื่อแลกกับคำว่า "แม่" จากปากของเจ้าตัวเล็กที่จะเจื้อยแจ่มอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก็นับว่าเกินคุ้มกับการเจ็บป่วยที่คุณไม่ปรารถนา อย่างเช่นการอาเจียนโอ๊กอ๊าก ที่เรียกว่าอาการแพ้ท้อง หรือการเปลี่ยนทางร่างกายที่คุณไม่เคยเป็นมาก่อน คุณแม่ที่รักสวยรักงามอาจตกใจแทบช็อคเมื่อเห็นรอยดำเป็นปื้นๆ ตามใบหน้า แขนขาฯลฯ คุณผู้หญิงที่เคยแข็งแรง กลับต้องมามีอาการปวดเอวปวดหลัง ก็มีสิทธิ์เป็นอย่างนั้นไปได้ 

อาการอย่างไรที่เกิดขึ้นได้เมื่อตอนตั้งครรภ์ 

1. อาเจียนจนหมดไส้หมดพุง (แพ้ท้อง) 
ควรทำตัวอย่างไร 
- หลังตื่นนอนให้ทานอาหารอ่อนรองท้องก่อน 
- รับประทานอาหารที่ย่อยง่าย เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุป และควรรับประทานอาหารครั้งละน้อย ๆ ไม่ควรกินจนอิ่มแน่น 
- หากมีการอาเจียนบ่อย ๆ จะทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำมาก ฉะนั้นควรดื่มน้ำในปริมาณมากๆ อาจจะเป็นน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ก็ได้ (แต่ไม่ควรดื่มมากๆ หลังจากรับประทานอาหาร) 
- หลีกเลี่ยงจากกลิ่นที่ทำให้แพ้ 
- พักผ่อนเพิ่มขึ้น หาวิธีทำให้ตัวเองผ่อนคลายด้วยการฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือกิจกรรมใดก็ตามที่ทำให้คุณรู้สึกคลายเครียด 

2. เจ็บเจ้าสองเต้าบนหน้า…อก (เจ็บเต้านม) 
          เมื่อก่อนที่คุณยังเป็นสาว เวลาที่จะมีประจำเดือน ก่อนหน้านั้นคุณจะมีอาการปวดตึงเต้านม แต่เมื่อมีการตั้งครรภ์ อาการจะรุนแรงมากขึ้นจนปวดเหมือนแทบจะปริ ไม่ต้องตกใจ เพราะร่างกายมีการเตรียมพร้อมเพื่อสร้างน้ำนมสำหรับทารก ต่อมน้ำนมจึงมีการขยายใหญ่ขึ้น 
          หัวนมก็เช่นกัน หัวนมสีชมพูของคุณจะเปลี่ยนเป็นสีคล้ำและใหญ่ขึ้น บริเวณลานหัวนมขยายใหญ่และแข็งขึ้น บางท่านอาจพบตุ่มเล็กๆ คล้ายหัวสิวเกิดขึ้นได้ 
ควรทำตัวอย่างไร 
          ไม่ต้องตกใจ เพราะหลังจากคลอดอาการต่างๆ จะกลับคืนสู่สภาพปกติ ทำความสะอาดตามปกติอย่างที่เคยปฏิบัติมา สำหรับคุณแม่ที่หัวนมผิดปกติ เช่น หัวนมบอด ยาว สั้น ควรพบผู้เชี่ยวชาญเพื่อแก้ไข เพื่อให้เจ้าหนูที่กำลังจะเกิดมาทานนมแม่ได้อย่างไม่มีปัญหา 

3. ตกขาวไม่น่าตกใจ (ตกขาวเพิ่มขึ้น) 
          เป็นเรื่องปกติสำหรับหญิงตั้งครรภ์ที่จะมีตกขาวหรือฤดูขาวเพิ่มมากขึ้น หากเป็นตกขาวที่ปกติ คือไม่มีสีที่ผิดปกติ ไม่มีอาการคัน ไม่มีกลิ่น ไม่ต้องตกใจ เพราะสิ่งที่ทำให้ตกขาวมีเพิ่มมากขึ้นเช่นนี้เป็นผลมาจากฮอร์โมนเอสโตรเจนมีการเปลี่ยนแปลงนั่นเอง 
ควรทำตัวอย่างไร 
          ไม่ต้องตกใจ เพราะถือว่าเป็นเรื่องปกติ ควรทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด ไม่จำเป็นต้องสวนล้างช่องคลอดหรือเหน็บยาแต่อย่างไร หากไม่แน่ใจหรือมีอาการผิดปกติควรปรึกษาแพทย์ 

4. ว้า! เข้าห้องน้ำอีกแล้ว (ปัสสาวะบ่อย) 
          ปัสสาวะบ่อย เมื่ออายุครรภ์เพิ่มขึ้น อวัยวะต่างๆ ของทารกเจริญเติบโตขึ้น ทำให้มดลูกขยายตัวมากขึ้นจึงไปเบียดกดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กระเพาะปัสสาวะซึ่งเคยเก็บปัสสาวะได้มาก ก็เก็บได้น้อยลง จึงทำให้คุณแม่ปัสสาวะบ่อยขึ้น ซึ่งจะพบในช่วงแรกและช่วงท้ายๆของการตั้งครรภ์ (ช่วงที่ทารกกลับหัวเพื่อเตรียมพร้อมสู่การคลอด) ฉะนั้นกระเพาะปัสสาวะจึงถูกเบียดให้เก็บปัสสาวะได้ด้วยลง 
ควรทำตัวอย่างไร 
          หากคุณรู้สึกหงุดหงิดเพราะต้องเข้าห้องน้ำบ่อย ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะลดการดื่มน้ำ เพื่อที่จะลดการปัสสาวะ การดื่มน้ำน้อยอาจส่งผลกระทบต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย อีกทั้งไม่ควรกลั้นปัสสาวะ เพราะอาจมีผลทำให้เกิดภาวะการติดเชื้อของทางเดินปัสสาวะส่วนล่างได้ 

5. ต๊กกะใจลุกเดินไม่ได้เลย (เป็นตะคริว) 
          คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ มักจะเกิดอาการเป็นตะคริวได้บ่อยครั้งกว่าคนทั่วไป สาเหตุของการเป็นตะคริวส่วนหนึ่งมาจากการขาดสารอาหารแคลเซียม เพราะอาหารที่กินเข้าไปส่วนหนึ่งนำไปสร้างกระดูกและฟันของทารก อาจพบว่าหญิงตั้งครรภ์มีแคลเซียมน้อยเกินไปในกระแสเลือด มีการคั่งค้างของเลือด ซึ่งอาจจะเป็นที่น่อง จากการยืนมาก เดินมาก หรือห้อยเท้านานๆ ทำให้เกิดภาวะเป็นกรดมาก ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำลงมากจึงทำให้เกิดตะคริวได้ หรือหากกล้ามเนื้อได้รับความเย็นมากเกินไป โดยเฉพาะเวลากลางคืน ก็อาจทำให้เป็นตะคริวได้เช่นกัน 
ควรทำตัวอย่างไร 
          ทานอาหารที่มีแคลเซียมมากๆ อาหารที่มีแคลเซียมจะอยู่ในอาหารประเภทนมและผลิตภัณฑ์จากนม ปลาที่สามารถกินได้ทั้งกระดูก ผักใบเขียว เต้าหู้ ทานยาบำรุงที่แพทย์ให้อย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงจากการเดินหรือยืนนาน เวลากลางคืนควรรักษาร่างกายให้อบอุ่น 

6. เส้นเลือดขดเป็นเกลียว (เส้นเลือดขอด) 
          เส้นเลือดขอด คือการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังเป็นรอยสีแดงจาง ๆ มักเกิดขึ้นบนหน้าท้องและหน้าอก เมื่อการขยายตัวของอวัยวะเหล่านี้ในระยะตั้งครรภ์ ทั้งนี้เนื่องจากผิวหนังขยายตัวขึ้น ในผู้หญิงที่มีผิวคล้ำจะประสบปัญหานี้มากกว่าผู้หญิงผิวขาว อาจเกิดเป็นลักษณะเป็นจ้ำขึ้น หลังคลอดแล้วรอยนี้จะจางหายไป 
ควรทำตัวอย่างไร 
           ไม่ควรวิตกกังวลใด เพราะเมื่อคลอดลูกน้อยแล้ว รอยเหล่านี้ก็จะจางหายไป 

7. ผิวขาวใสไหงกลายเป็นสีดำ (สีผิวเปลี่ยนแปลง) 
          บริเวณที่มักพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงของสีผิวคือ ซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ เต้านม ใบหน้า หรือบริเวณอวัยวะเพศ เป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของระดับฮอร์โมน นอกจากการเปลี่ยนแปลงของสีผิวแล้ว อาจมีอาการแห้งและคันที่ผิวหนัง และอาจพบว่ามีเส้นสีคล้ำบริเวณกลางหน้าท้อง 
ควรทำตัวอย่างไร 
          ไม่ต้องตกใจ และไม่ควรเผลอไปเกา การเกาจะทำให้เกิดเป็นอาการที่เรียกว่าลาย โดยเฉพาะบริเวณท้อง ควรทาน้ำมันหรือเบบี้ออยส์ หรือโลชั่นเพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ส่วนอาการเปลี่ยนแปลงของสีผิวบริเวณซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ ฯลฯ จะเป็นปกติหลังจากคลอดลูกน้อยแล้ว 

8. โอ๊..โฮ้ย..ปวดอกปวดใจ (แสบยอดอก) 
          อาการทรมานกับการปวดแสบปวดร้อนที่บริเวณลิ้นปี่จนถึงคอ เป็นอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากมีน้ำย่อยคั่งค้างอยู่ในกระเพาะอาหารมากเกินไป สาเหตุที่ทำให้ปวดแสบก็คือ กรดในกระเพาะอาหารที่ไหลย้อนกลับเข้ามาในหลอดอาหารเหนือกระเพาะขึ้นมา ซึ่งจะตรงกับระดับหน้าอกพอดี จึงทำให้มีอาการปวดแสบบริเวณดังกล่าว เพราะปฏิกิริยาของกรดจากกระเพาะอาหารนั่นเอง 
ควรทำตัวอย่างไร 
          ควรรับประทานอาหารทีละน้อยๆต่อมื้อ และวันละหลายๆ มื้อแทน พยายามหลีกเลี้ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส 

9. ธรรมชาติทำให้เจ็บปวด (ปวดหลัง) 
          อาการปวดหลังเกิดจากการที่น้ำหนักของมดลูกและเด็กที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้น้ำหนักมาถ่วงข้างหน้า ศูนย์ถ่วงของร่างกายเปลี่ยนไป คุณแม่ต้องเอนหรือเกร็งกล้าเนื้อมากกว่าปกติ เกิดอาการปวดขึ้นมาได้ และในช่วงตั้งครรภ์ บริเวณข้อต่อต่างๆ ของกระดูกเชิงกรานจะขยายตัวออก เพื่อเตรียมตัวรับขนาดของเด็กที่โตขึ้นและเตรียมพร้อมสำหรับการคลอด อาการปวดหลังจึงมีมากขึ้น 
ควรทำตัวอย่างไร 
           ปฏิบัติตัวด้วยท่วงท่าและท่วงทีที่ถูกต้อง หลีกเลี่ยงจากการยกของหนัก หรือถ้าจำเป็นควรยกในท่าที่ถูกต้อง ไม่ควรขึ้นบันไดสูงๆ บ่อยๆ เพราะน้ำหนักส่วนเกินจะทำให้คุณหกล้มและอาจได้รับบาดเจ็บได้ 


เคล็ดลับการมีเพศสัมพันธ์ให้ได้ลูกชาย 
๐ ต้องมีเพศสัมพันธ์ในวันที่ไข่สุก หรือในเวลาที่ใกล้ไข่สุกมากที่สุด 
๐ ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ควรสวนล้างช่องคลอด ให้มีสภาพเป็นด่างอ่อน ๆ โดยใช้โซเดียมคาร์บอนเนต หรือผงฟูที่ใช้ทำขนม ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำสะอาด 1 ลิตร สวนล้างช่องคลอด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 1 ชั่วโมง 
๐ ในการมีเพศสัมพันธ์นั้น ต้องพยายามทำให้ฝ่ายหญิงถึงจุดสุดยอดก่อน หรือพร้อมกับฝ่ายชาย เพื่อจะได้มีการหลั่งน้ำเมือก ที่มีคุณสมบัติเป็นด่าง ออกมา 
๐ เมื่อถึงจุดสุดยอด ฝ่ายชายจะต้องสอดอวัยวะเพศเข้าไปในช่องคลอด ให้ลึกที่สุด เพื่อที่จะได้หลั่งน้ำอสุจิออกมาบริเวณปากมดลูก ซึ่งมีน้ำเมือกที่เป็นด่างอยู่ 
๐ ต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ไว้ จนกว่าจะถึงวันไข่สุก 

เคล็ดลับการมีเพศสัมพันธ์ให้ได้ลูกสาว 
๐ มีเพศสัมพันธ์ประมาณ 2 วัน ก่อนไข่สุก 
๐ ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ควรสวนล้างช่องคลอด ให้มีสภาพเป็นกรดอ่อน ๆ โดยใช้น้ำส้มสายชูกลั่นประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำสะอาด 1 ลิตร สวนล้างช่องคลอด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ ประมาณ 1 ชั่วโมง 
๐ ฝ่ายหญิงต้องพยายามกลั้นอารมณ์ และความรู้สึกสุดยอดเอาไว้ เพื่อให้ฝ่ายชายหลั่งน้ำอสุจิ ก่อนที่ฝ่ายหญิงจะถึงจุดสุดยอด เพื่อเป็นการป้องกัน การหลั่งน้ำเมือกที่มีสภาพเป็นด่าง ออกมา 
๐ ในขณะที่ฝ่ายชายถึงจุดสุดยอด ควรจะสอดอวัยวะเพศ ให้อยู่ในช่องคลอดแต่เพียงตื้น ๆ ใกล้ปากช่องคลอด เพื่อให้ตัวอสุจิ ว่ายผ่านความเป็นกรดในช่องคลอด ไปหามดลูก ช่องคลอดที่มีสภาพความเป็นกรดนั้น ตัวอสุจิเพศหญิงจะผ่านไปได้ดีกว่า 
๐ ไม่จำเป็นต้องงดการมีเพศสัมพันธ์ ยกเว้นในระยะ 2-3 วันก่อนไข่ตก 

อาการที่คุณแม่ไม่ควรนิ่งเฉยระหว่างตั้งครรภ์

คุณกำลังตั้งครรภ์และตื่นตระหนกกับอาการที่เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิด ผู้เชี่ยวชาญบอกว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา เพราะช่วงนี้ร่างกายกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาลและแสดงปฏิกิริยาตอบโต้นับตั้งแต่สัปดาห์ที่ 1-40 ด้วยวิธีอันน่าประหลาดใจ ส่วนใหญ่อาการที่ทำให้เราหวาดหวั่นกลับกลายเป็นไม่มีอะไรไปซะนี่ แล้วอาการแบบไหมกันหนอที่พึงระมัดระวังเป็นพิเศษ กุมารแพทย์ ดร.แคธี่ มอส บอกกล่าวเอาไว้ดังนี้

 


 

1. อาการ เลือดออกที่ช่องคลอด : น่าจะเป็น... ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง


เลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ อาจมีตั้งแต่ปริมาณเล็กน้อยแบบเป็นจุดหรือมีมาก แต่เลือดออกแบบไหนก็ทำให้กังวลได้ทั้งนั้น ส่งผลกระทบต่อคุณแม่ตั้งครรภ์จำนวน 1 ใน 3 ในช่วงหนึ่งช่วงใด เลือดออกที่เกิดขึ้นตอน 3 เดือนแรกหรือที่เราเคยได้ยินว่าเป็น "เลือดล้างหน้า" แพทย์เชื่อว่าเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนกับผนังมดลูก ความเปลี่ยนแปลงฮอร์โมน ก็เป็นอีกสาเหตุของอาการเลือดออกได้เช่นกัน เพราะช่วงไตรมาสที่สองหรือไตรมาสที่สามของการตั้งครรภ์ เป็นช่วงที่ปากช่องคลอดเริ่มอ่อนไหวมากขึ้น สังเกตได้สีของปากมดลูก จะคล้ำขึ้นกว่าเดิมเป็นอย่างมากเนื่องจากมีเลือดมาเลี้ยงมากเป็นพิเศษนั่นเอง


แต่อาจจะเป็น... สัญญาณของการแท้งหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก 
ที่แย่ที่สุดคืออาการเลือดออกที่เป็นสัญญาณของการแท้ง หากมีเลือดออกมากในช่วง 6-8 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ อาจบ่งชี้ถึงการตั้งครรภ์นอกมดลูกซึ่งตัวอ่อนเจริญเติบโตนอกมดลูก จัดเป็นอาการที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ด้วยการผ่าตัดหรือรับยาเพื่อยุติการตั้งครรภ์


ถ้าคุณมีเลือดออกบวกด้วยกับอาการปวดท้องตอนช่วงท้ายการตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณของการคลอดก่อนกำหนด ให้ติดต่อพบแพทย์ทันทีเพื่อเข้ารับการตรวจอัลตราซาวด์ ตรวจเช็กการเต้นหัวใจ และดูท่าของทารก


สตรีมีครรภ์ 0.5 % มีอาการรกพันคอทารก หรือรกเกาะต่ำ ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ จะทำให้เกิดเลือดออกโดยสีของเลือดค่อนข้างสด เป็นอาการที่เกิดขึ้นก่อนจะนำไปสู่อาการตกเลือด ซึ่งคุณต้องเข้ารับผ่าตัดคลอดโดยด่วน

 

2 อาการ ปวดท้องอย่างรุนแรง : น่าจะเป็น... อาหารไม่ย่อยหรือเนื้อเยื่อยืด


อาการปวดท้องส่วนใหญ่จัดเป็นเรื่องเล็ก เพราะในช่วงตั้งครรรภ์ระบบการย่อยอาหารของคุณทำงานเชื่องช้าลง ทำให้เกิดแก๊สและมีอาการท้องผูก เนื้อเยื่อหน้าท้องหนาขึ้นและยืดขยายออก เพราะมดลูกกำลังเจริญเติบโต ทารกที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆ เริ่มเบียดกระเพาะปัสสาวะทำให้รู้สึกเจ็บปวดได้ คุณแม่ตั้งครรภ์บางคนมีอาการเจ็บท้องหลอกซึ่งทำให้รู้สึกเจ็บได้เช่นกัน


แต่อาจจะเป็น... ทางเดินปัสสาวะอักเสบหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก
ความเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและมดลูกที่โตขึ้นทำให้การไหลของปัสสาวะจากไตไปยังกระเพาะปัสสาวะเชื่องช้าลง เชื้อแบคทีเรียภายในกระเพาะปัสสาวะจึงมีเวลาเจริญเติบโตขึ้นมาได้ อาการกระเพาะปัสสาวะอักเสบควรบำบัดด้วยยาปฏิชีวนะเนื่องจากมีการติดเชื้อที่บริเวณไต ซึ่งอาจนำไปสู่การคลอดก่อนกำหนดได้


อาการปวดท้องตอนช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ อาจเป็นสัญญาณการแท้งครรภ์หรือตั้งครรภ์นอกมดลูก ส่วนในกรณีที่มีอาการปวดท้องมากโดยที่มีเลือดออกหรือไม่มีก็ตาม อาจหมายถึงรกเริ่มลอกตัวจากผนังมดลูก ซึ่งถ้าเป็นรุนแรงต้องเข้ารับการผ่าตัดคลอดฉุกเฉิน

 

3 อาการ ปวดหัวอย่างต่อเนื่อง : น่าจะเป็น... ขาดน้ำหรือเหนื่อย


อาการปวดหัวอาจเพิ่มมากขึ้นในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่ตั้งครรภ์ 1-2 % ที่ไม่มีประวัติเป็นโรคไมเกรนมาก่อนสามารถเกิดอาการนี้ขึ้นมาได้ด้วยสาเหตุหลายประการ คือ ขาดน้ำ ฮอร์โมน ความเครียด และเหน็ดเหนื่อย เมื่อครรภ์แก่มากขึ้นอาการปวดหัวอาจเกิดจากทรงตัวได้ไม่ดีเพราะช่วงหลังต้องรับน้ำหนักมากเป็นพิเศษ การดื่มน้ำมากๆและพักผ่อนมากๆ ช่วยลดอาการอันเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำได้ ให้ปรับปรุงการทรงตัวและบรรเทาอาการด้วยการพยายามทำกิจกรรมต่างๆ ให้ช้าลง


แต่อาจจะเป็น... ครรภ์เป็นพิษ
ถ้าปวดหัวตามด้วยวิงเวียน คลื่นไส้ ตาพร่า เห็นแสงแว่บ และมีเลือดออกเป็นจุด อาจเป็นสัญญาณของอาการครรภ์เป็นพิษ อาการครรภ์เป็นพิษเล็กน้อยหรือความดันโลหิตสูงก่อนตั้งครรภ์ เกิดกับคุณแม่ตั้งครรภ์ราว 10 % และควรได้รับการดูแลจากแพทย์


สาเหตุยังไม่ชัดเจนแต่มีแนวโน้มว่าเป็นกรรมพันธุ์ที่เกิดขึ้นในครอบครัว แม่ที่เพิ่งมีลูกแฝดท้องแรก และแม่ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว ถ้าไม่ได้รับการบำบัดอาจทำให้เกิดภาวะครรภ์เป็นพิษได้ ซึ่งค่อนข้างอันตราย มีความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดและรกเกาะต่ำ วิธีแก้ไขประการเดียวคือต้องทำคลอดทารกในทันที

 

 

4 อาการ กระหายน้ำจัด : น่าจะเป็น... ขาดน้ำ


เป็นเรื่องปกติที่คุณแม่ตั้งครรภ์อาจจะรู้สึกกระหายน้ำ เพราะภายในร่างกายมีเลือดไหลเวียนเพิ่มมากขึ้นและมีเหงื่อออกมาก น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 25 % ระหว่างตั้งครรภ์มาจากของเหลวส่วนเกิน ดังนั้นต้องหมั่นดื่มน้ำให้มากๆ


แต่อาจจะเป็น... เบาหวานตอนตั้งครรภ์
โดยเฉพาะถ้าเกิดขึ้นตอน 20 สัปดาห์ของการตั้งครรภ์ไปแล้ว ตามด้วยอาการปวดปัสสาวะเพิ่มมากขึ้นและเหนื่อยเป็นพิเศษ อาการเบาเหวานตอนตั้งครรภ์เกิดกับว่าที่คุณแม่ 1 ใน 3 เพราะฮอร์โมนไปปิดกั้นการทำงานของอินซูลิน ทำให้คุณต้องผลิตมากขึ้นอีก 2-3 เท่า ดังนั้นน้ำตาลจึงคั่งค้างอยู่ในกระแสเลือด แพทย์จะทำการทดสอบเพื่อวัดระดับกลูโคลสที่เพิ่มขึ้น ให้ออกกำลังกายเพิ่มขึ้นและระมัดระวังเรื่องโภชนาการ มีคุณแม่ 10 % ที่ต้องฉีดอินซูลิน ซึ่งเมื่อสามารถควบคุมไว้ได้ ก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อแม่หรือลูกในครรภ์ และมักหายไปหลังคลอดไปแล้ว

 

5 อาการ หน้า นิ้วมือ นิ้วเท้าบวม : น่าจะเป็น... เกิดภาวะเก็บกักของเหลว


อาการบวมบางกรณีจัดเป็นเรื่องปกติในยามตั้งครรภ์ เพราะคุณมีของเหลวในร่างกายมาก มดลูกเติบโต ทำให้การไหลเวียนของของเหลวในร่างกายสะดุดลง หลายคนบอกว่าเท้าบวมตอน 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ ให้นั่งยกขาสูงพาดเก้าอี้และออกกำลังกายพอประมาณ และดื่มน้ำมากๆ

 

แต่อาจจะเป็น... ครรภ์เป็นพิษ (ดูข้อมูลเพิ่มเติมอาการในข้อ 3) โดยเฉพาะถ้าเกิดอาการบวมขึ้นมาแบบปัจจุบันทันด่วน ปวดหัว ตาพร่า หรือถ้ามีของเหลวเก็บกักอยู่ทั่วทั้งร่างกาย รวมถึงดวงตา ใบหน้า มือ และขา ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

 

6 อาการ คันคะเยอสุดจะทน : น่าจะเป็น... ผิวหนังยืดขยายออก


ตอนครรภ์แก่ ผิวหนังจะยืดขยายออกค่อนข้างมาก จนรู้สึกถึงความแห้งและคัน บวกกับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นและเหงื่อที่ออกปริมาณมาก มักสร้างความระคายเคืองให้กับผิวของคุณแม่ โดยเฉพาะตามข้อพับส่วนต่างๆ บรรเทาอาการคันด้วยการสวมเสื้อผ้าฝ้ายและใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์ชนิดไร้น้ำหอมเพื่อยับยั้งความแห้งผาก หรือจะใช้เบบี้ออยล์ทาก็ช่วยได้เช่นกัน


แต่อาจจะเป็น... อาการน้ำดีหยุดหลั่งตอนตั้งครรภ์
เป็นอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวข้องกับตับ ซึ่งถ้าปล่อยไว้ไม่เข้ารับการบำบัดจะทำให้คลอดก่อนกำหนดหรือทารกได้รับอันตราย เพราะน้ำดีอาจเข้าไปปะปนในกระแสเลือดทำให้เกิดอาการคันอย่างมากโดยเฉพาะที่มือและเท้าในตอนช่วง 3 เดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์ สาเหตุของโรคยังไม่ชัดเจนแต่เชื่อว่าเกี่ยวพันกับฮอร์โมน ถ้าคันจนนอนไม่หลับหรือขาดสมาธิ ให้ไปพบแพทย์ อาการดังกล่าวนี้แม้ไม่มีทางบำบัดแต่มีวิธีการบรรเทาอาการคันได้ แพทย์จะติดตามอาการของคุณอย่างใกล้ชิดและอาจทำคลอดเร็วขึ้น (ในช่วง 37-38 สัปดาห์) อาการนี้จะหายไปใน 1 สัปดาห์หลังคลอด

 

7 อาการ ลูกในท้องไม่ขยับเขยื้อน : น่าจะเป็น... ลูกนอนหลับอยู่


มีบางเวลาที่ทารกในครรภ์มักอยู่เงียบๆ นิ่งๆ นอนสบายๆ ไม่ทำกิจกรรมอันใด หรือเมื่อทารกในครรภ์เติบโตขึ้นมากจนไม่มีพื้นที่เหลือให้พลิกหงายไปมาได้อีก คุณจึงรู้สึกเหมือนทารกเคลื่อนไหวเชื่องช้าลง ในช่วงกลางวันเรามักทำอะไรวุ่นวายจนตกเย็นถึงจะนึกได้ว่า วันนี้ลูกไม่ดิ้นเลย แต่ที่จริงแค่นอนพักสักชั่วโมงคุณจะรู้สึกถึงแรงเตะของลูกได้


แต่อาจจะเป็น... สัญญาณอันตรายจากทารก
แม้เราจะรู้สึกวิตกกังวลมากเป็นพิเศษ แต่โอกาสที่ทารกในครรภ์จะเสียชีวิตมีน้อยมาก ยากจะบอกได้ว่าคุณควรสัมผัสการเคลื่อนไหวทารกได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการปรับตัวของร่างกายคุณเอง สังเกตรูปแบบและความถี่ซึ่งเปลี่ยนไปตามช่วงเวลาเมื่อคุณกับลูกต่างก็เติบโตไปด้วยกัน ถ้าคุณไม่รู้สึกอะไรตอนกลางวันแม้ตอนนอนพัก ให้ติดต่อแพทย์ซึ่งจะทำการตรวจอัลตราซาวด์เพื่อเช็กดูว่าทารกน้อยยังสบายดีอยู่หรือเปล่า

หลากหลายคำถามเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ ที่คุณหมออาจเคยโดนถามแบบนี้มาแล้วนับล้านครั้ง แต่คุณกำลังจะมีลูกคนแรกและมีคำถามที่ต้องการคำตอบมากมาย มัวรีน รอยด์ พยาบาลประจำของ M&B ตอบคำถามที่ข้องใจคุณแม่มากที่สุดเอาไว้ดังนี้

 

 

 

1 ฉันดื่มหนักตอน 2-3 สัปดาห์ก่อนรู้ว่าตั้งครรภ์ จะมีผลกระทบกับลูกในครรภ์หรือไม่?

 

"แค่ครั้งเดียวไม่เป็นอันตรายกับลูก ดังนั้นอย่ามัวกังวลสิ่งที่ทำไปแล้ว ตอนนี้คุณตั้งครรภ์อยู่ให้ระวังปริมาณการดื่มที่ปลอดภัย ให้เหลือเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้งในปริมาณเล็กน้อยหรือไม่ก็เลิกไปเลย เรื่องบุหรี่ก็เช่นกันเพราะเพิ่มความเสี่ยงในการแท้ง น้ำหนักแรกคลอดน้อยและคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นให้ลดหรือเลิกไปเลย อย่ากังวลกับอดีต พยายามผ่อนคลายและมีความสุขกับปัจจุบันดีกว่า"

 

2 ฉันอดกังวลเรื่องทารกในครรภ์ไม่ได้ ความเครียดจะมีผลอย่างไรกับทารกบ้างไหม?

 

"คุณแม่ที่มีอาการเครียดตอนตั้งครรภ์ มักส่งผ่านโรคที่เป็นอันตราย เช่น โรคหัวใจและโรคเบาหวานให้กับลูกในครรภ์ เนื่องจากฮอร์โมนความเครียดส่งผ่านรกเข้าไปได้
ทว่าความเครียดเป็นบางครั้งไม่ได้เป็นอันตรายกับทารก จากการศึกษาพบว่าทารกที่แม่มีประสบการณ์เครียดอาจมีความก้าวหน้าของพัฒนาการในด้านต่างๆ ไวกว่าทารกทั่วไปด้วยซ้ำ

 

โดยปกติช่วงตั้งครรภ์จัดเป็นช่วงเวลาสุดเครียดสำหรับคุณแม่คนใหม่ แต่ความเครียดอย่างหนักอาจส่งผลต่อระดับฮอร์โมนคอติโซลให้เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเชื่อมโยงกับภาวะความดันโลหิตสูงขณะตั้งครรภ์ โรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ และการคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นหากรู้สึกกังวล ให้พูดคุยเพื่อแบ่งปันความกังวลกับสามีหรือครอบครัว สอบถามแพทย์หากสงสัยเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ และหาเวลาผ่อนคลายด้วยการ ฝึกโยคะหรือฟังเพลงที่คุณโปรดปราน"

 

3 ฉันควรรู้สึกว่าลูกดิ้นบ่อยแค่ไหน?

 

"เป็นเรื่องสำคัญที่คุณควรรู้สึกถึงอาการลูกดิ้นโดยเฉพาะตอนครรภ์แก่ ถ้ารู้สึกว่าพฤติกรรมลูกเปลี่ยนไปหรือดิ้นน้อยกว่า 10 ครั้งในระหว่างมื้ออาหารเช้าถึงมื้อเย็น ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินการเต้นของหัวใจทารก (CTG)"

 

4 ฉันควรไปโรงพยาบาลหรือไม่ ถ้ามีเลือดออก?

 

"เลือดออกตอนตั้งครรภ์มีปริมาณที่แตกต่างกันไปตั้งแต่เป็นดวงเล็กๆ ไปจนถึงเปียกชุ่ม ช่วงไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์หากมีเลือดออกเป็นจุดเล็กๆ สาเหตุอาจเกิดจากการฝังตัวของตัวอ่อนกับเยื่อบุมดลูก แต่ถ้ามีเลือดออกมาปริมาณมากอาจบ่งชี้ถึงปัญหาที่รุนแรงกว่า ถ้าคุณมีเลือดออกตอนเริ่มตั้งครรภ์ให้ติดต่อแพทย์เพื่อทำการอัลตราซาวด์ดูว่าทุกอย่างปกติดีหรือไม่ ในช่วงไตรมาสสุดท้ายอาการเลือดออกที่เกิดขึ้นมีหลากหลายสาเหตุ เช่น คอมดลูกสึก, เนื้องอก (เติบโตที่มดลูก) หรืออาจเป็นผลจากการมีเพศสัมพันธ์ ก็เป็นได้เช่นกัน การตรวจด้วยวิธีอัลตราซาวด์และตรวจเลือดสามารถบ่งชี้สาเหตุที่แท้จริงได้ อย่างไรก็แล้วแต่อาการเลือดออกระหว่างตั้งครรภ์ ไม่ว่ามากน้อยถือเป็นสิ่งผิดปกติและควรพบแพทย์"

 

5 จะรู้ได้อย่างไรว่าฉันกำลังเจ็บครรภ์คลอด?

 

"เมื่อเข้าสู่ช่วงใกล้คลอด คุณจะเริ่มรู้สึกว่ามดลูกบีบรัดตัวผิดปกติ ซึ่งเป็นการซ่อมบีบรัดตัวของมดลูกที่เรียกว่า Braxton Hicks อาการจะรุนแรงขึ้นและดำเนินอยู่นาน 2-4 ชั่วโมง ระหว่างนี้หากคุณรู้สึกอึดอัดคุณสามารถขอใช้เครื่อง TENS (เครื่องนวดไฟฟ้าช่วยกระตุ้นเส้นประสาทผ่านทางผิวหนังเพื่อลดความเจ็บปวด) และช่วง 1-2 วันก่อนเจ็บครรภ์คลอดคุณอาจรู้สึกว่ามีของเหลวปริมาณมากที่บริเวณปากช่องคลอด ของเหลวดังกล่าวมีลักษณะข้นใสหรืออาจมีเลือดปนอยู่เล็กน้อย ซึ่งคุณแทบมองไม่เห็นด้วยซ้ำ ถ้าไม่สังเกต


หากคุณเข้าสู่ภาวะเจ็บครรภ์คลอดอย่างแท้จริง อาการบีบรัดตัวที่เกิดขึ้นจะมีรูปแบบที่แน่นอน และใช้เวลานานเกิน 40 วินาที ลักษณะขึ้นๆ ลงๆ เหมือนคลื่น บางครั้งมีน้ำเดินร่วมด้วย ดังนั้นคุณควรขอคำแนะนำจากแพทย์ ถ้าไม่แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นคืออะไรกันแน่

 

"ประสบการณ์ในการทำคลอดของมัวรีน"
มัวรีน เป็นพยาบาลมา 31 ปี เธอมีลูก 4 คน หลานอีก 1 คน เห็นเรื่องราวแปลกๆ ในห้องคลอดมาเพียบ และวันนี้เธอขอเล่าถึงประสบการณ์ในการทำคลอดของเธอให้ได้ฟังร่วมกัน

 

ประสบการณ์การทำคลอดในรูปแบบไม่ปกติที่สุดของคุณเป็นอย่างไร?

 

"ฉันเคยทำคลอดทารกบนเรือเฟอร์รี่ที่ช่องแคบโดเวอร์ตอนเกิดพายุ สภาพอากาศแย่มากจนกัปตันจอดเรือไม่ได้ เขาจึงพาฉันขึ้นเรือกู้ภัยซึ่งกระเด้งกระดอนซะไม่มี เหมือนในละครไม่มีผิด"

 

ทารกตัวใหญ่ที่สุดที่คุณเคยทำคลอดมีน้ำหนักเท่าไร?

 

"เป็นเด็กผู้หญิงหนัก 13 ปอนด์ ตัวใหญ่มาก ทำเอาช็อกไปพร้อมๆ กันทั้งคนทำคลอดและคนที่คลอดแกออกมา"

 

มีเรื่องน่าจดจำเกี่ยวกับพวกพ่อๆ บ้างไหม?

 

"พ่อคนหนึ่งเป็นลมไปต่อหน้าลูกที่คลอดออกมา ศีรษะฟาดกับเครื่องทำความร้อนจนเลือดคั่งต้องนอนโรงพยาบาล เลยพลาดไม่ได้เห็นหน้าลูกแรกคลอด ฉันต้องพาแม่และลูกไปเยี่ยมพ่อแทน"

 

คุณทำคลอดทารกมากี่คนแล้ว?

 

"ตลอดระยะเวลา 31 ปี ฉันทำคลอดมานับพันครั้งจนตอนนี้เลิกนับแล้ว"

 

คุณคิดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญในความสัมพันธ์ระหว่างคนเป็นแม่กับคนทำคลอด?

 

"ฉันมองว่าการสื่อสารที่ดีเป็นสิ่งสำคัญ พยาบาลต้องสนับสนุนแม่ให้เลือกวิธีคลอดที่เหมาะสมด้วยตัวเอง คอยอำนวยความสะดวก ให้ยาแก้ปวด เพื่อให้การคลอดผ่านไปด้วยดี"



คำแนะนำสำหรับว่าที่คุณพ่อ

 

"ว่าที่คุณพ่อย่อมต้องการผู้สนับสนุนเช่นกัน อาจด้วยการพูดคุยระหว่างคู่ครอง หรือพูดคุยกับเพื่อนซึ่งเคยเป็นพ่อมาแล้วก็ได้ และอย่ากลัวที่จะขอคำแนะนำหรือสอบถามปัญหาที่สงสัยจากแพทย์หรือพยาบาล หากมีโอกาสไปเข้าร่วมชั้นเรียนเตรียมคลอดกับภรรยา"

ความจริงระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะการตั้งครรภ์ครั้งแรก ไม่ว่าจะมีอาการอะไรเกิดขึ้น คุณแม่มักเป็นกังวล และรู้สึกถึงความผิดปกติ ทั้งที่ความเป็นจริง บางอาการเป็นอาหารปกติของคุณแม่ตั้งครรภ์นั่นเอง

 

 


1. ปัสสาวะเล็ด


"แย่แล้ว ทำไมเราถึงอั้นไม่ได้ล่ะ อะไรๆ ข้างในต้องหย่อนยานแน่เลย" ความจริงอาการปัสสาวะเล็ด ไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแม่ตั้งครรภ์เท่านั้น สังเกตดีๆ คนปกติธรรมดาๆ ก็เป็นกันค่ะ แต่อาจจะเกิดไม่บ่อย ปกติเราจะควบคุมการไหลปัสสาวะของเราได้ แต่ในบางกรณีเมื่ออยู่เหนือการควบคุม ก็ทำให้ปัสสาวะเล็ดลอดออกมาได้เช่นกัน เนื่องจากในช่องท้องมีแรงดันเพิ่มขึ้น เช่น ไอ จาม หัวเราะ หรือเวลาที่เรายกของหนักๆ (บางคนเกิดอาการกลัวมากๆ ก็ปัสสาวะเล็ดได้เหมือนกัน)

 

สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ ที่ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง ระบบทางเดินปัสสาวะมีการขยายตัว ส่งผลให้กล้ามเนื้อหูรูดไม่แข็งแรง ประกอบกับลูกในท้องตัวโตขึ้น มดลูกขยายตัวจนกดทับกระเพาะปัสสาวะ ทำให้กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้บ่อยๆ โดยเฉพาะคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่ในช่วง 3 เดือนสุดท้าย


วิธีป้องกัน


- เข้าห้องน้ำทันทีที่รู้สึกปวด ถึงแม้บางคนบอกว่าเบื่อที่จะต้องลุกขึ้นเดินบ่อยๆ แต่การกลั้นปัสสาวะไว้นานเกินไป จะทำให้เราควบคุมตัวเองไม่ได้ ยิ่งถ้ามีอาการไอ จาม หัวเราะ แล้วปัสสาวะเล็ดออกมา ยิ่งทำให้คุณแม่รำคาญกว่าการเดินเข้าห้องน้ำบ่อยๆ อีกค่ะ


- คุณแม่บางคน ไม่อยากเข้าห้องน้ำบ่อย จึงใช้วิธีดื่มน้ำให้น้อยลง ก็เป็นวิธีที่ผิดเช่นกันค่ะ การดื่มน้ำน้อยไม่ได้ช่วยแก้ปัญหานี้ และอาจเพิ่มปัญหาสุขภาพอื่นตามมาได้ เช่นอาการท้องผูก


- หลังคลอดอาการปัสสาวะเล็ดก็จะค่อยๆ หายไปเองค่ะ ไม่ต้องกังวล แต่ถ้าคุณแม่ยังมีอาการต่อเนื่อง ก็ควรปรึกษาแพทย์ค่ะ

 

2. มีลมในท้อง


"เรอจนอายเพื่อนข้างโต๊ะแล้วนะ ทำยังไงดีเนี่ย" เวลาเราพูด กินอาหาร เกิดความเครียด ในลำไส้มีแบคทีเรียมากเกินไป ล้วนทำให้เกิดลมในท้อง ส่งผลให้เรารู้สึกไม่สบาย อึดอัด ปวดมวนท้อง แต่ถ้าได้ผายลม หรือเรอ ก็จะทำให้สบายท้อง สบายตัวมากขึ้น


สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ที่อึดอัด รำคาญกับอาการลมในท้อง ท้องอืด เรอเหม็นเปรี้ยว ผายลม ยิ่งถ้าต้องทำงานอยู่นอกบ้านด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจเพิ่มขึ้นไปอีก (บางทีก็ผายลม หรือเรอออกมาชนิดห้ามไม่ทัน ยั้งไม่อยู่กันเลย) สาเหตุที่ทำให้มีอาการแบบนี้


นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังเป็นเพราะมดลูกที่ใหญ่ขึ้นไปเบียนกระเพาะอาหาร เนื้อที่ในการบรรจุอาหารจึงน้อยลง กระเพาะก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ ย่อยอาหารไม่ไม่สะดวก จึงเกิดมีลมในกระเพาะขึ้นได้ ยิ่งเมื่ออายุครรภ์หลังจาก 7 เดือนไปแล้ว บางท่านอาจได้ยินเสียงโครกครากในท้อง และรู้สึกว่ามีลมมากจนท้องกลมเป่งก็เป็นได้ค่ะ


วิธีป้องกัน


- เมื่อเนื้อที่ในกระเพาะอาหารมีน้อยลง ดังนั้นจากที่เคยกินข้าวมื้อละ 1 จานพูนๆ ก็อาจจะเหลือสัก เกือบๆ 1 จาน แล้วเว้นช่วงสัก 2-3 ชั่วโมง แล้วค่อยกินอีกนิดหน่อย คือ การซอยย่อยมื้ออาหารนั่นเองค่ะ ให้เป็นมื้อเล็กๆ แต่ถี่ขึ้น กระเพาะอาหารจะได้ย่อยอาหารได้สะดวกขึ้น คุณแม่ไม่รู้สึกอึดอัดจนเกินไป


- กินอาหารที่ย่อยง่ายๆ เช่น เนื้อปลา ข้าวต้ม หลีกเลี่ยงอาหารมันๆ อาหารทอด เพราะเป็นอาหารย่อยยาก และเครื่องดื่มที่มีแก๊ส อย่างน้ำอัดลม หรือโซดา


- คุณแม่ไม่จำเป็นต้องซื้อยาขับลมมากินเองนะคะ ถ้าอึดอัดมากจนรู้สึกว่าเป็นเรื่องผิดปกติ ไปพบแพทย์ดีกว่าค่ะ

 

3. เจ็บกระดูกใต้อก


"นั่งก็เจ็บ นอนก็เจ็บ ทำไม่ไม่สบายตัวอย่างนี้นะ" อาการเจ็บแปลบบริเวณใต้อก ไม่ได้เป็นอาการที่ร้ายแรง แต่บางคนอาจจะปวดจนรู้สึกทรมาน บางคนปวดแค่พอให้หงุดหงิดใจ เหมือนมีอะไรมาตำๆ บริเวณใต้อกด้านใดด้านหนึ่ง


สาเหตุเหมือนกับ 2 อาการก่อนหน้านี้คือ เมื่อมดลูกขยายตัวไปกดทับอวัยวะต่างๆ โดยที่อาการเจ็บใต้อกที่ไปกดทับกระดูก ทำให้เจ็บกระดูกใต้อกนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อคลอดน้องแล้ว ก็จะไม่มีปัญหาที่เกิดขึ้นหลังคลอดแน่นอนค่ะ


วิธีป้องกัน


- เลือกบราที่พอดีกับหน้าอกที่ขยายขึ้น อย่าทนใส่บราขนาดเดิมตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ เพราะยิ่งไปเพิ่มการกดทับของกระดูกมาขึ้น และควรเลือกบราที่สวมใส่สบาย ไม่มีโครงมากดทับ


- ใครที่ติดการนั่งหลังค่อม ต้องพยายามยืด นั่งหลังตรง โดยมีหมอนรองไว้ด้านหลัง เพื่อให้บริเวณใต้อกมีเนื้อที่มากขึ้น
- บรรเทาอาการเจ็บโดยการนั่ง แล้วยกมือทั้งสองข้างเหนือศีรษะ แล้วให้อีกคนช่วยดึงแขนคุณแม่ขึ้นทีละข้างช้าๆ สลับไปมา จะช่วยลดอาการเจ็บกระดูกได้

 

 

 

 

4. เหงือกอักเสบ

 

"ทำไมตอนท้องถึงมีเลือดออกที่เหงือก แล้วรู้สึกเจ็บๆ ช้ำๆ ด้วยนะ ทั้งที่ก็ดูแลฟันอย่างดีมาตลอด" โดยปกติอาการเหงือกอับเสบ จะเกิดจากการดูแลทำความสะอาดฟันไม่ดีพอ มีคราบอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลเกาะบนผิวฝัน ทำให้แบคทีเรียเจริญเติบโตได้ดีกลายเป็นคราบหินปูนเกาะ เป็นที่สะสมของเชื้อมากขึ้นไปอีก ให้เหงือก และคอฟันเกิดการอักเสบลุกลาม โดยอาการเริ่มต้นคือ เมื่อแปรงฟันก็มีเลือดออก เหงือกบวม ช้ำ สีคล้ำขึ้น มีกลิ่นปาก


ในช่วงตั้งครรภ์ คุณแม่หลายคนเข้าใจผิด คิดว่าระหว่างตั้งครรภ์ไม่สามารถทำฟันได้ จึงละเลยในการไปหาหมอฟัน แต่ในความเป็นจริงแล้วต้องดูแลฟันมากขึ้น ถ้ามีฟันผุ หรือถึงเวลาขูดหินปูนก็ต้องไปตามนัดที่ทันตแพทย์กำหนด เนื่องจากถ้าภายในช่องปากไม่ได้รับการดูแลที่ดี มีแบคทีเรียสะสมอยู่ภายในช่องปาก ก็เป็นสาเหตุทำให้เกิดฟันผุ และเหงือกอักเสบขึ้นมา


ข้อควรระวังอีกเรื่องคือ คุณแม่ที่เป็นเหงือกอักเสบมีภาวะเสี่ยงที่ลูกน้อยจะคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักน้อย ลูกไม่แข็งแรง เนื่องจากเชื้อโรคจะไปตามกระแสเลือดเข้าสู่รก และตัวลูกน้อยในท้อง ดังนั้นอย่าปล่อยปละละเลยเรื่องฟันเด็ดขาดนะคะ


วิธีป้องกัน


- แปรงฟัน โดยใช้ขนแปรงนุ่มๆ แปรงเบาๆ ทุกครั้งหลังกินอาหาร ถ้าแปรงไม่ได้ ให้บ้วนน้ำ แต่อย่างน้อยต้องแปรงวันละ 2 ครั้ง และควรใช้ร่วมกับไหมขัดฟัน


- หมั่นไปพบทันตแพทย์ เพื่อขูดหินปูน ตรวจเช็คว่ามีความผิดปกติเกี่ยวกับฟัน

อาการเท้าบวมเกิดขึ้นได้กับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ (โดยเฉพาะตอนท้องแก่) แต่เป็นแล้วก็อดกังวลไม่ได้ จะเป็นอะไรไหม แล้วเท้าจะกลับมาเหมือนเดิมหรือเปล่า

 

ที่มา ... แม่ (ท้อง) เท้าบวม


          หนึ่งในอาการที่แม่ตั้งครภ์พบได้บ่อยๆ ก็คือ อาการเท้าบวม ซึ่งมักจะเกิดในช่วงสัปดาห์ที่ 36-37 โดยมีสาเหตุหลักๆ มาจาก


ฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนบางตัวจากการตั้งครรภ์มีผลให้เซลล์ของเส้นเลือดมีระยะห่างกันมากขึ้น น้ำที่อยู่ในเส้นเลือดจึงรั่วออกไปอยู่บริเวณรอบๆ เส้นเลือดมากขึ้น และคั่งค้างอยู่ในชั้นของไขมัน ทำให้ขาบวมได้


มดลูกขยายขนาด ขนาดของมดลูกที่ใหญ่ขึ้นไปกดเส้นเลือดบริเวณขา ทำให้การไหลของเลือดจากส่วนล่างของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจน้อยลง เลือดจึงคั่งอยู่ที่ส่วนล่างของร่างกาย


            แรงดึงดูดของโลก ความจริงข้อนี้คุณแม่หลายๆ คนคงนึกไม่ถึง แต่แรงดึงดูดของโลกที่ทำให้ของเหลวในร่างกายไหลมารวมกันที่บริเวณเท้า ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของปัญหานี้ขึ้นได้


          สัญญาณครรภ์เป็นพิษ แม้ว่าอาการบวมอาจเป็นเรื่องปกติที่เกิดได้กับแม่ท้อง แต่การบวมบางอย่างก็อาจไม่ปกติ เมื่อคุณแม่สังเกตตัวเองแล้วพบว่า แม้จะหลีกเลี่ยงการเดินหรือยืนนานๆ แล้วเท้ายังคงบวมอยู่ และมีความดันโลหิตสูงด้วย อาจจะเกิดภาวะครรภ์เป็นพิษก็ได้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ


 


ตัวเร่ง ทำเท้าบวม 


          ใช่ว่าแม่ท้องจะประสบปัญหาเท้าบวมกันทุกคนหรอกนะคะ มีหลายปัจจัยทีเดียวที่อาจจะทำให้คุณแม่ต้องเจอกับปัญหานี้ โดยเฉพาะตัวของคุณเองและกิจกรรมที่ทำ


1.น้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เท้าคุณแม่บวมมากตามไปด้วย


2.เดินหรือยืนมากตลอดวัน แบบนี้ตกเย็นจะปวดเมื่อยมากกว่าปกติ ดีไม่ดีอาจจะเป็นตะคริวมากขึ้น เวลาเดินก็เลยยิ่งปวดฝ่าเท้ามากขึ้นด้วย 


3.มีเส้นเลือดขอดมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณน่องด้านหลัง ทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่ดีเท้าจึงบวมมากขึ้นได้


4.นั่งในท่าเดิมนานๆ  คุณแม่ที่ไม่ค่อยได้เดิน นั่งนานๆ จะมีโอกาสขาบวมมากกว่าคุณแม่ที่เดินไปโน่นมานี่เสียบ้าง การเปลี่ยนท่าทางบ่อยๆ จะทำให้เลือดหรือน้ำที่คั่งอยู่ไหลกลับเข้าสู่เส้นเลือด ได้มากขึ้น อาการบวมก็จะน้อยลง


 


3 วิธีบรรเทาบวม


     คุณแม่สามารถใช้ 3 วิธีง่ายๆ นี้ช่วยลดอาการเท้าบวมที่เกิดขึ้นได้


ออกกำลังกาย


1.เดิน  คุณแม่ควรหาจังหวะออกกำลังกายเบาๆ บ้าง เช่น เดินออกกำลังกายหลังมื้อเที่ยง ครั้งละครึ่งชั่วโมง แนะนำให้ลองออกกำลังกายแบบเดินในน้ำเมื่ออายุครรภ์มากขึ้น เพราะแรงต้านของน้ำจะทำให้ต้องออกแรงมากขึ้น ฝึกกล้ามเนื้อขาได้แบบไม่เหนื่อยเกินไป


2.บริหารขา ระหว่างทำงานคุณแม่ลองหาเก้าอี้ที่มีพนักพิงสบายๆ มาใช้ แล้วเริ่มบริหารขาแบบง่ายๆ ด้วยการยกขาขึ้นให้ขนานพื้นทีละข้าง กระดกเท้าขึ้นลง แล้วหมุนข้อเท้าทวนเข็มนาฬิกาและตามเข็มนาฬิกาสลับกันไป


ปรับพฤติกรรม


1.ลุกจากโต๊ะบ้าง คุณแม่บางคนนั่งทำงานเพลินจนลืมไปว่าตัวเองนั่งอยู่ท่านี้นานแค่ไหนแล้ว อย่าลืมแปะโน้ตเตือนให้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถทุก 1-2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เลือดหรือน้ำคั่งอยู่ที่


เท้า ด้านล่าง อ้อ..หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้างด้วยนะคะ ท่านั่งแบบนี้ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ไม่เหมาะกับแม่ท้องอย่างเรา


2.ไม่ยืนหรือเดินนานๆ เพราะจะทำให้เลือดคั่งที่เท้าจนบวมได้ ควรนั่งหรือนอนเพื่อพักขาบ้างค่ะ


3.นอนยกขาให้สูง ช่วงกลางคืนเวลานอนควรเอาหมอนสัก 1-2 ใบมาหนุนที่เท้า เพื่อยกเท้าให้ระดับเท้าสูงกว่าระดับหัวใจ ก็จะช่วยให้เลือดที่คั่งอยู่ไหลกลับเข้าหัวใจได้มากขึ้น 


4.ดื่มน้ำมากๆ วันละ 8 แก้วกำลังดี น้ำช่วยให้เลือดไหลเวียนสะดวก ช่วยลดอาการบวมได้ค่ะ


5.หลีกเลี่ยงอาหารที่เค็มจัด เพราะการมีเกลืออยู่ในร่างกายเป็นจำนวนมากนั้น จะทำให้ร่างกายต้องดูดซับน้ำมากตามไปด้วย แต่เพิ่มอาหารจำพวกโปรตีนให้มากขึ้น เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงและผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง 


6.พยายามควบคุมน้ำหนักของคุณแม่เอง ไม่ให้อยู่ในระดับที่มากเกินกำหนด เพราะน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจำนวนไม่น้อยนั้นมาจากน้ำ ของเหลวจำนวนมากพวกนี้มักจะไปสะสมอยู่ที่เท้า การควบคุมน้ำหนักทำให้การหมุนเวียนเลือดในขาดีขึ้นค่ะ


นวดและแช่เท้า


1.แช่เท้าในน้ำอุ่น หยดน้ำมันหอมระเหยเพิ่มลงไปอีกนิด ช่วยให้ผ่อนคลายและขยายเส้นเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดี ลดโอกาสที่เท้าบวมได้


2.นวดกระตุ้นต่อมน้ำเหลือง ช่วยให้การไหลเวียนของน้ำเหลืองดีขึ้น การนวดแบบนี้ลดอาการเท้าบวมได้ 



เลือกรองเท้าให้เหมาะ


1.ไม่ใส่รองเท้าให้คับเกินไป เมื่อเท้าบวมขึ้นก็ควรจะเปลี่ยนขนาดไปตามเท้าที่ใหญ่ขึ้น


2.รองเท้าส้นสูงเหรอ เก็บไว้ในตู้ก่อนดีกว่าค่ะ เพราะการใส่รองเท้าส้นสูงยิ่งทำให้ต้องเกร็งปลายเท้าและปวดบวมมากขึ้น ควรใส่รองเท้าหุ้มส้นที่สูงประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง ไม่ควรใส่รองเท้าแตะ เพราะใส่แล้วมีโอกาสหลุดจากเท้าได้ อันตรายนะคะ


3.พื้นส่วนที่รองรับเท้าควรเป็นยางนุ่มๆ แต่ไม่ควรนุ่มมากเกินไป เพราะอาจทำให้ปวดเท้าได้ ถ้าเป็นรองเท้าที่มีปุ่มนวดเท้า น่าจะบรรเทาการปวดได้มากขึ้น กรณีที่ปุ่มนวดเท้านั้นไม่แหลมและแข็งจนเกินไป


ได้วิธีดูแลไปแล้ว เท้าบวมก็ไม่ใช่ปัญหาหนักอกของแม่ท้องอีกต่อไปแล้วค่ะ


 


Modern Mom’s Concern


การนวดฝ่าเท้า เป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับแม่ท้องนะคะ เพราะการกดจุดบางจุด อาจมีผลกระทบต่อมดลูก ทำให้แท้งง่าย อย่าเสี่ยงดีกว่าค่ะ

 
อาหารการกินระหว่างตั้งครรภ์

 

 

1. ต้องเปลี่ยนนิสัยในการรับประทานอาหารมั้ย 

2. การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเป็นอย่างไร 

3. อาหารหลัก 5 หมู่ประกอบด้วยอะไรบ้าง

4. ทำไมคาร์โบไฮเดรตจึงมีความสำคัญ 

5. ทำไมอาหารที่มีกากใย (Fibre) จึงมีความสำคัญ 

6. ทำไมการรับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไปจึงไม่ดีต่อร่างกาย 

7. ร่างกายต้องการโปรตีนจำนวนเท่าไหร่ต่อวัน

8. ส่วนวิตามินและเกลือแร่ล่ะ ร่างกายต้องการมากน้อยแค่ไหน 

9. อาหารชนิดใดบ้างที่เป็นแหล่งรวมวิตามิน

10. ทำไมแคลเซียมจึงมีความสำคัญต่อร่างกายมาก 

11. บทบาทของธาตุเหล็กในระหว่างการตั้งครรภ์ 

12. แล้วธาตุสังกะสีล่ะ สำคัญอย่างไร

13. ทำไม Folic Acid (กรดโฟลิก) และวิตามิน B12 จึงมีความสำคัญมากเช่นกัน

14. จะทราบได้อย่างไรว่าน้ำหนักขึ้นตามปกติ

15. การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ๆ มื้อเดียวต่อวันจะเป็นการเพียงพอมั้ย

16. เป็นเรื่องปรกติมั้ย ที่จะอยากทานอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดมากเป็นพิเศษ

17. ถ้าเป็นมังสะวิรัติ ต้องทานวิตามินเสริมมั้ย



ต้องเปลี่ยนนิสัยในการรับประทานอาหารมั้ย 

ถ้าคุณรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ เป็นนิสัยอยู่แล้ว เพียงแต่ อาหารนั้นจะต้องทำให้สุกดีเสียก่อนก็ไม่จำเป็นต้อง เปลี่ยนแปลงอะไร ถ้าคุณมีข้อสงสัยส่วนตัวที่คุณ ต้องการทราบเกี่ยวกับอาหารที่คุณทานเนื่อง จากปัญหาทางสุขภาพ ควรสอบถามจากคุณ หมอที่iคุณฝากครรภ์ด้วย 
Back 


การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการเป็นอย่างไร 

ไม่มีอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดที่มีสารอาหารครบถ้วน ทุกชนิดที่เราต้องการเพื่อการมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง ฉะนั้นเพื่อให้ได้สารอาหารครบถ้วน เราจึงต้องรับ ประทานอาหารหลากหลายชนิดทุกวัน จากอาหาร หลัก 5 ประเภท (ซึ่งประกอบด้วย คาร์โบไฮเดรต, โปรตีน, ไขมัน, วิตามิน และเกลือแร่) Back 


อาหารหลัก 5 หมู่ประกอบด้วยอะไรบ้าง 

คาร์โบไฮเดรต - ข้าว, ข้าวซ้อมมือ, ข้าวกล้อง, ข้าวโพด, ขนมปัง, ขนมปังธัญพืช, ก๋วยเตี๋ยว, ถั่วแดง, เผือก, มัน, มันฝรั่ง, ปาสต้า, และคอร์นเฟลกซ์ต่างๆ
โปรตีน - เนื้อสัตว์ทุกชนิด (เนื้อหมู, เนื้อแดง, ไก่, เป็ด), เนื้อปลา, เครื่องใน, ไข่, นม, เนย, ถั่ว, งา, ลูกบัว, เส้นก๋วยเตี๋ยว ที่ทำจากถั่วเหลือง, ขนมปังธัญพืช, และโยเกิร์ต
ไขมัน - ไขมันจำนวนที่เท่ากันกับโปรตีนหรือคาร์โบไฮเดรตจะให้แคลอรี่มาก กว่าถึง 2 เท่า ส่วนมากอาหารโปรตีนที่มีไขมันปน อยู่ด้วยเป็นจำนวนที่เพียงพอแล้ว ฉะนั้นจึงไม่จำ เป็นต้องหาจากที่อื่นมาเพิ่ม
วิตามิน - ผลไม้, ผักสดแทบทุกชนิด โดยเฉพาะ ผักกะเฉด, ผักตำลึง, ผักขม, และผักบุ้ง อุดมด้วยวิตามินหลาย ชนิดที่เป็นประโยชน์ต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ นอกจากนั้นยังมีในเนื้อสัตว์, ปลา, นมและถั่ว 
เกลือแร่ - เมื่อตั้งครรภ์ ร่างกายต้องการเกลือแร่โดยเฉพาะเหล็กและแคลเซียมมาก เป็นพิเศษ เพื่อช่วยเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ( เม็ดเลือดแดง และ กระดูก ) 
ธาตุเหล็ก: มีในอาหารพวกเนื้อแดง, เนื้อปลา, ถั่วเขียว, ถั่วเหลือง, ใบขี้เหล็ก, ใบตำลึง, ใบชะพลู, เส้นหมี่, น้ำตาลมะพร้าว, ไข่แดง, ใบกระเพรา, ใบคึ่นช่าย, งาดำ, งาขาว, และชะอม 
แคลเซียม: นม, ผักสีเขียว, ผลิตภัณฑ์จากถั่ว, ปลาไส้ตัน, กุ้ง, เผือก, มัน, และเมล็ดทานตะวัน 

นอกจากนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ควรดื่มน้ำให้เพียงพอ น้ำดื่มบริสุทธิ์เป็นสิ่งที่ดีที่สุด รองลงมาคือน้ำผล ไม้ซึ่งจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกสดชื่นขึ้นด้วยค่ะ Back 


ทำไมคาร์โบไฮเดรตจึงมีความสำคัญ 

อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตทำให้ร่างกายมีพลังงานแล้วยังเป็นแหล่ง อาหารสำคัญสำหรับอาหารกากใย (Fiber) ในระหว่างตั้งครรภ์นั้น คุณแม่ต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นจากปรกติประมาณ 500 แคลอรี่ 
แหล่งอาหารสำคัญของคาร์โบไฮเดรตคือ อาหารจำพวกแป้ง เช่น ข้าวสวย, ก๋วยเตี๋ยว, ถั่วแดง, มันฝรั่ง, ขนมปัง, เผือก, งา, ถั่ว และพวกคอร์นเฟล็กซ์ต่างๆ โดยเฉพาะข้าวซ้อมมือ, ข้าวกล้อง, ขนมปังธัญพืช เป็นอาหารที่มีคุณค่าสูง เพราะให้ทั้งพลังงาน วิตามิน เกลือแร่และกากใย
ข้าว, ขนมปังและมันฝรั่งเป็นอาหารที่เหมาะสมสำหรับ ทำให้เรามีสุขภาพดีมานานชั่วอายุคน แต่โชคร้ายที่ปัจจุบัน อาหารเหล่านี้ถูกเข้าใจว่าทำให้อ้วน อันที่จริงเจ้าตัวการที่ทำให้อ้วน คือไขมัน เนย, ครีม, น้ำตาล และซอสต่างๆ ที่เรานำมา ใส่เพื่อปรุงอาหารต่างหาก อย่าสับสนว่าอาหารกลุ่ม คาร์โบไฮเดรตคือ ขนมเค๊ก, คุกกี้ และขนมปังกรอบต่างๆ สิ่งเหล่านี้มีไขมันแอบแฝงอยู่ โดยเฉพาะครีมและ น้ำตาล การทานบ่อยๆในจำนวนมากๆ ต่างหากที่ทำให้อ้วนได้ Back 


ทำไมอาหารที่มีกากใย (Fiber) จึงมีความสำคัญ

อาหารที่มีกากใยช่วยให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้รวดเร็วขึ้น และช่วยป้องกันโรคท้องผูกและริดสีดวงทวาร (Hemorrhoid) ถ้าในแต่ละวันคุณรับประทานผลไม้, ผัก และ ขนมปังธัญพืช คุณก็จะได้รับกากใย (Fiber) เพียงพอ Back 


ทำไมการรับประทานอาหารที่มีไขมันมากเกินไปจึงไม่ดีต่อ ร่างกาย

การทานอาหารที่มีไขมันเพียงเล็กน้อยมี ความสำคัญต่อร่างกาย แต่ถ้า ทานไขมันชนิดอิ่มตัว (Saturated fat ) มากเกินไปจะทำให้มีโอกาส เป็นโรคหัวใจ, มะเร็งบางชนิด และปัญหาอื่นๆ จะตามมา ไขมันนั้นเป็นแหล่งสร้างพลังงาน จึงหมายความว่ามีแคลลอรี่สูง และนำไปสู่การมีน้ำหนักมาก ไขมันชนิดอิ่มตัว คือ ครีม, เนย, น้ำมันปาล์ม และ กากหมู ส่วนไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ( unsaturated fat ) คือ น้ำมันเมล็ดทานตะวัน, ข้าวโพด, น้ำมันมะกอก และ น้ำมันถั่วเหลือง Back 


ร่างกายต้องการโปรตีนจำนวนเท่าไหร่ต่อวัน

เราต้องการโปรตีนเพื่อความเจริญเติบโตและซ่อมแซม เนื้อเยื่อของร่างกาย รวมทั้งผลิตฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ซึ่งเป็นตัวนำออกซิเจนในเลือดไปสู่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย และสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค ผู้หญิงเราปกติต้อง การโปรตีน 36-45 กรัมต่อวันโดยเฉลี่ย ส่วนผู้หญิงตั้ง ครรภ์ต้องการโปรตีนมากกว่าผู้หญิงปกติ 6 กรัมต่อวัน คือประมาณ 42 - 51 กรัม ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่ทำ งานโดยใช้พลังงานเท่าไหร่ด้วย

ตัวอย่างจำนวนโปรตีนที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน
เนื้อแดง 100 กรัม ให้โปรตีนจำนวน 27 กรัม
นม 1 แก้ว ให้โปรตีนจำนวน 6 กรัม
ไข่ 1 ฟอง ให้โปรตีนจำนวน 6 กรัม
เนื้อปลา 85 กรัม ให้โปรตีนจำนวน 19 กรัม
ถั่ว 120 กรัม ให้โปรตีนจำนวน 6 - 9 กรัม
Back 


ส่วนวิตามินและเกลือแร่ล่ะ ร่างกายต้องการมากน้อยแค่ไหน

ถึงแม้ว่าวิตามินมีความจำเป็นต่อสุขภาพของคุณแม่ ขณะที่ร่างกายของเราเอง ก็ได้วิตามินจำนวนหนึ่งที่มีอยู่ในอาหารส่วนใหญ่และก็ยังเก็บสะสมวิตามินบาง ชนิดได้ เช่น วิตามิน A, D และ B12 ฯ แต่ก็มีเหตุผลทางการแพทย์บ่งชี้ว่า ร่างกายเราไม่สามารถดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุอีกหลายอย่างจากอาหารที่เรา รับประทานได้อย่างเพียงพอ ดังนั้นแพทย์จึงแนะนำให้เรารับประทานวิตามิน และธาตุเหล็กเสริม อย่างไรก็ตามวิตามินและแร่ธาตุสามารถเป็นโทษต่อร่างกายได้ ฉะนั้นอย่าซื้อวิตามินเสริมมารับประทานเองยกเว้นคุณหมอจะเป็นผู้สั่งให้ 
Back 


อาหารชนิดใดบ้างที่เป็นแหล่งรวมวิตามิน

วิตามิน A: ไข่แดง, นมสด, เนย,ชีส, น้ำมันตับปลา, เครื่องในสัตว์, ผักใบเขียว/ใบเหลือง และผักสีส้ม, ผลไม้
วิตามินกรุ๊ป B ทั้งหลาย (B1, B2, B3, B5, B6): ไก่, เนื้อวัว, ปลา, ปลาทู, นม, ไข่, Cereal, ขนมปัง, ยีสต์, ถั่วลันเตา, ถั่วแขก, ถั่วแดง, ถั่วเหลือง, ถั่วลิสง, ข้าวซ้อมมือ, อาหารธัญพืช, , ผักใบเขียว, , เครื่องในสัตว์, เห็ด, มะเขือเทศ, 
วิตามิน B12: วิตามินสำคัญชนิดนี้ไม่พบในอาหาร ที่มาจากพืช จะมีในเนื้อสัตว์, เครื่องในสัตว์, เนื้อปลา, นม, ไข่ วิตามินนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาของทารกในครรภ์ คุณแม่ที่ไม่ทานเนื้อ, นม หรือไข่สามารถได้รับวิตามิน B12 โดยการทานอาหาร ที่ผลิตจาก yeast (เช่น Marmite) หรือวิตามินเสริม 
วิตามิน C: ผลไม้และผักต่างๆ โดยเฉพาะผลไม้รสเปรี้ยว เช่น ส้ม, น้ำมะนาว, มะเขือเทศ, มะขามป้อม ฝรั่ง, และ มันเทศ 
วิตามิน D: น้ำมันปลา, ปลา, เนย, นมสด, และผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากนมสด, ไข่แดง, Cereal วิตามิน D ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม Back 


ทำไมแคลเซียมจึงมีความสำคัญต่อร่างกายมาก 

แคลเซียมจำเป็นต่อการสร้างกระดูก และฟันของทารกในครรภ์ ผู้หญิงโดยทั่วไปอายุ 19 ปีขึ้นไป โดยปกติควรได้รับแคลเซียม 527-700 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนเด็กผู้หญิงวัยรุ่นอายุ 11-18 ปีควรได้รับ 625-800 มิลลิกรัมต่อวัน คุณแม่ควรรับประทานอาหาร ที่มีแคลเซียมอย่างเพียงพอตลอดการตั้งครรภ์ แหล่งอาหารที่มีแคลเซียมได้แก่ นม, และเนยแข็ง นมสด 1 ไปน์มีแคลเซียม 673 มิลลิกรัม และนมสดพร่องมันเนย (Semi-skimmed milk) มีแคลเซียม 706 มิลลิกรัม นอกจากนั้นยังมีใน ปลาไส้ตัน, ปลากรอบต่างๆ, ผลิตภัณฑ์จากถั่ว, กุ้ง, ผักใบเขียว, ไข่, เม็ดอัลมอนด์, งา คุณอาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอ รับวิตามินเสริมที่มีแคลเซียมได้ หากว่าปกติคุณไม่ได้รับ ประทานอาหารพวกนี้ แต่คุณควรรับประทานไข่เป็นประจำ เพราะวิตามิน D ที่มีอยู่ในไข่จะช่วยให้การดูดซึมของแคลเซียมดีขึ้น Back 


บทบาทของธาตุเหล็กในระหว่างการตั้งครรภ์ 

ธาตุเหล็กมีความจำเป็นต่อฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนสำคัญในเม็ดเลือดแดง โดยเป็นตัวพาออกซิเจนไปสู่เนื้อเยื่อและทารกในครรภ์ ถ้าร่างกายคุณมีธาตุเหล็กไม่เพียงพอจะนำไปสู่การเป็นโรคโลหิตจาง (Anemia) ซึ่งทำให้คุณรู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย หายใจไม่สะดวก
ผู้หญิงอายุ 11 - 49 ปีควรได้รับธาตุเหล็ก 11.4 - 14.8 มิลลิกรัมต่อวัน แต่ถ้าคุณมีประจำเดือนมามากในแต่ละเดือน ควรได้รับธาตุเหล็กมากกว่านั้น บางคนอาจทานวิตามินเหล็ก เสริมระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งในการตรวจเลือดระหว่างการ ฝากครรภ์จะสามารถบอกได้ว่าจำเป็นแค่ไหน การได้รับธาตุเหล็กมากเกินไปอาจทำให้เกิดโทษได้ เหมือนกัน ฉะนั้นอย่าทาน วิตามินเหล็กเสริมเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ก่อน และควรเก็บยาเหล่านี้ให้พ้นมือเด็ก ธาตุเหล็กมีในสารอาหารเหล่านี้: เนื้อแดง, เนื้อปลา, ไข่, ผักใบเขียว เช่น ใบขี้เหล็ก, ใบตำลึง, ใบชะพลู, ผักขม, ถั่ว, เส้นหมี่, น้ำตาลมะพร้าว และผลไม้อบแห้งทั่วไป วิตามิน C จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ง่ายขึ้น Back 


แล้วธาตุสังกะสีล่ะ สำคัญอย่างไร

ธาตุสังกะสีมีความจำเป็นสำหรับการสร้างกระดูก, ระบบของประสาทและสมองของทารก ธาตุสังกะสีมักจะมีในเนื้อแดง, เนื้อปลา, ปลาหมึก, ปลากระป๋อง, หอยนางรม และอาหารทะเลอื่นๆ, ไข่, ถั่ว และเนยแข็ง Back 


ทำไม Folic Acid (กรดโฟลิก) และวิตามิน B12 จึงมีความสำคัญมากเช่นกัน

การได้รับ Folic Acid ในจำนวนที่เหมาะสม มีความสำคัญตลอดระยะเวลาที่คุณตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วง 12 สัปดาห์แรกของการตั้งครรภ์ เมื่ออวัยวะ ของตัวอ่อนกำลังฟอร์มตัวเป็นรูปร่าง จากการวิจัยและศึกษาพบว่า เป็นการช่วยป้องกัน ไม่ให้ทารกพิการเมื่อแรกคลอด เช่น เป็นโรคSpina Bifida (กระดูกสันหลังไม่ปิด) ถ้าผู้หญิงที่ตั้งครรภ์นั้นได้รับ Folic Acid จำนวน 0.4 - 0.5 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลาหลายเดือน ก่อนการตั้งครรภ์ จนถึงระยะอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ ดังนั้น ทางหนึ่งที่จะป้องกันไม่ให้เกิดโรค Spina Bifida เป็นครั้งแรกในครอบครัว จึงควรทาน Folic Acid จำนวน 600 ไมโครกรัม ต่อวันก่อนการตั้งครรภ์ จนถึงอายุครรภ์ 12 สัปดาห์ (1000 ไมโครกรัม = 1 มิลลิกรัม) หรือคุณอาจได้รับคำแนะนำให้ทาน Folic Acid จำนวน 400 ไมโครกรัม (0.4 มิลลิกรัม) และทานอาหารที่มี Folic Acid เพิ่ม เช่น บรอคโคลี่, ผักกาดเขียว, ผักกาดแก้ว, ผักขม, ถั่วลันเตา, มันฝรั่ง, มะเขือเทศ, ผักกาดหอม, แครอท, ข้าวโพดหวาน, ถั่ว, ปลา, กล้วย, ส้ม, นม, ไข่, ขนมปัง, และข้าวซ้อมมือ จากการศึกษาค้นคว้าเร็วๆ นี้จากมหาวิทยาลัย Trinity แห่งเมืองดับลิน ประเทศไอร์แลนด์ พบว่าการขาดทั้งวิตามิน B12 และ Folic Acid สามารถเพิ่ม อัตราการเสี่ยงที่ทารกจะเป็นโรค Spina Bifida Back 


จะทราบได้อย่างไรว่าน้ำหนักขึ้นตามปกติ

แพทย์สามารถบอกให้คุณทราบได้โดยชั่งน้ำหนักคุณเมื่อคุณ ไปฝากครภภ์ครั้งแรก ปรกติแล้วโดยเฉลี่ยน้ำหนักจะขึ้นประมาณ 11 1/4 - 13 1/2 กก. ตลอดการตั้งครรภ์ ทั้งนี้จะเป็นน้ำหนักของทารกเกือบ 50% Back 


การรับประทานอาหารมื้อใหญ่ๆ มื้อเดียวต่อวันจะเป็นการเพียงพอมั้ย

เป็นการดีถ้าคุณจะรับประทานอาหาร 3 มื้อต่อวัน - ในตอนเช้า, เที่ยง และช่วงเย็น เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงไม่ให้ร่างกายขาดอาหารนานเกินไป ซึ่งจะทำให้คุณรู้สึกหน้ามืด, วิงเวียนศีรษะได้ ถ้าคุณไม่รู้สึกอยากทานอาหาร คุณสามารถทำแซนด์วิชง่ายๆ ที่มีโปรตีนโดยใส่ชีส, ทูน่า หรือแฮม แล้วทานโยเกิร์ต หรือสลัดผัก หรือซุปร้อนๆ และผลไม้สด ก็จะได้รับสารอาหารเท่ากับอาหารปรุงหนึ่งมื้อ Back 


เป็นเรื่องปรกติมั้ย ที่จะอยากทานอาหารชนิดหนึ่งชนิดใดมากเป็นพิเศษ

อาการรู้สึกอยากรับประทานอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ เช่นผลไม้ดอง เป็นเรื่องปรกติ ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือบางครั้งอาจอยากดื่มเครื่องดื่มรสซ่า หรือว่ากาแฟ คุณสามารถทานตามความอยากได้ถ้าหากไม่ทำให้คุณท้องอืด แน่น จุกเสียด และในปริมาณที่ไม่มากเกินไป Back 


ถ้าเป็นมังสะวิรัติ ต้องทานวิตามินเสริมมั้ย

ถ้าคุณเป็นมังสะวิรัต แต่คุณทานนม, ไข่ ได้ และคุณสามารถทานผักได้หลากหลายชนิด ก็นับว่าเพียงพอแล้ว แต่ถ้าคุณเป็นมังสะวิรัตที่เคร่ง คือไม่ทานไข่, นม ทำให้คุณได้รับแคลเซียมและวิตามิน B12 จำนวนน้อย ทางที่ดีคุณควรอธิบายการรับประทานอาหารของคุณให้แพทย์ทราบเพื่อ ขอคำแนะนำในด้านโภชนาการจะดีกว่าBack 


REMEMBER!!

  • พยายามทานอาหารหลากหลายชนิด เพื่อให้ได้สารอาหารครบทุกประเภท
  • ธาตุเหล็กจำนวนมากเกินไปสามารถเป็นพิษต่อร่างกายได้ อย่าทานธาตุเหล็กเสริมเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์
  • ตับเป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กมาก แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะจะได้รับวิตามิน A มากเกินไปจนเกิดอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้
  • ร่างกายต้องการวิตามินจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น ที่พบในอาหารประจำวัน ถ้ารับประทานผักสดเป็นประจำ จะไม่ขาดวิตามินแน่นอน
  • จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า การขาดวิตามิน B12 และกรดโฟลิก (Folic Acid) จะเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการที่ทารก จะเป็นโรค Spina Bifida (ไขสันหลังไม่ปิด)
  • หญิงที่มาฝากครรภ์ ควรได้รับยาบำรุง ชนิดใดบ้าง เพื่อเสริมสร้างการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ ตัวอย่างเช่น ธาตุเหล็ก, แคลเซียม, กรดโฟลิก, วิตามินรวม และมีวิธีการเลือกใช้อย่างไร.

     ตอบ   :   หญิงที่มาฝากครรภ์ควรได้รับยาบำรุงในขณะตั้งครรภ์เพื่อช่วยเสริมสร้างและทดแทนส่วนที่ต้องนำไปใช้ในการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ และสำหรับตัวของมารดาเอง. ในการเตรียมตัวในขณะตั้งครรภ์และภายหลังการคลอดโดยเฉพาะการสร้างน้ำนมเพื่อให้มีคุณค่าทางอาหารที่เหมาะสมต่อไป ยาหรือวิตามินที่จำเป็นต้องให้แก่หญิงตั้งครรภ์ ประกอบด้วย

    1. ธาตุเหล็ก เนื่องจากขณะตั้งครรภ์ความต้องการธาตุเหล็กมีเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปจะมี การส่งธาตุเหล็กจากมารดาสู่ทารกและรกประมาณ 300 มก.ของธาตุเหล็ก และมารดาต้องการธาตุเหล็กอีกประมาณ 500 มก. เพื่อช่วยสร้างเม็ดเลือดแดงในขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นมารดาจะต้องได้รับธาตุเหล็ก(iron element) ประมาณ 7 มก./วัน. ซึ่งธาตุเหล็กที่จำหน่ายในท้องตลาดจะเป็นธาตุเหล็กที่เป็นส่วนประกอบแตกต่างกันไป (iron compound) ขึ้นอยู่ กับแต่ละชนิดของยา. ยกตัวอย่างเช่น ferrous fumarate ซึ่งเป็นส่วนประกอบของธาตุเหล็กที่แตกตัวให้ธาตุเหล็กได้ดีที่สุดคือ ประมาณร้อยละ 33 ในขณะที่เมื่อเรากินธาตุเหล็กผ่านเข้าไปในทางเดินอาหาร ร่างกายจะสามารถดูดซึมธาตุเหล็กเข้าไปได้ประมาณร้อยละ 10. ดังนั้นในแต่ละวันมารดาควรได้รับส่วนประกอบของธาตุเหล็กชนิด ferrous fumarate อย่างน้อยวันละ 200 มก. เพื่อที่จะได้ธาตุเหล็กที่เพียงพอวันละ 7 มก. ตามทฤษฎีถ้าส่วนประกอบของธาตุเหล็กเป็นชนิดอื่นๆ ก็ควรให้เพียงพอ ตามความต้องการขึ้นอยู่กับการแตกตัวให้ธาตุเหล็กของแต่ละส่วนประกอบของธาตุเหล็กไป ในขณะที่ 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ความต้องการธาตุเหล็กยังมีน้อยอยู่ อาจไม่จำเป็นต้องให้ธาตุเหล็กเสริมในระยะเวลา 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ เพราะแทนที่จะมีประโยชน์อาจเป็นผลทำให้มารดามีอาการคลื่นไส้ อาเจียน รุนแรงขึ้นได้จากผลข้างเคียงของธาตุเหล็ก. ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าธาตุเหล็กจำเป็นต้องให้ในมารดาที่ตั้งครรภ์ โดยให้ได้เป็นธาตุเหล็กอย่างน้อยวันละ 7 มก. โดยอาจไม่จำเป็นในระยะ 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์.

     

    2. กรดโฟลิก เป็นสารที่มีความจำเป็นสำหรับมารดาที่ตั้งครรภ์ และก่อนการตั้งครรภ์ ถ้ามารดาได้รับกรดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์อย่างสม่ำเสมอ จะสามารถป้องกันการเกิด neural tube defect ได้.  โดยเฉพาะประเทศในทวีปยุโรปและทวีปอเมริกาจะแนะนำให้หญิงที่จะตั้งครรภ์กินกรดโฟลิกก่อนการตั้งครรภ์เป็นเวลานานเป็นเดือนๆ. ขณะเดียวกันกรดโฟลิกยังช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงของมารดาในขณะตั้งครรภ์ ดังนั้นจึงมีคำแนะนำให้จาก American College of Obstetrician and Gynecologist  ให้มารดาก่อนตั้งครรภ์และขณะตั้งครรภ์ได้รับกรดโฟลิกเสริม โดยควรได้รับกรดโฟลิกอย่างน้อยวันละ 4 มก. เนื่องจากกรดโฟลิกที่ได้รับจากอาหารอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการของมารดา.

     

    3. แคลเซียม พบว่ามารดาต้องการแคลเซียมประมาณ 30 กรัม เพื่อให้แก่ทารกในครรภ์ ซึ่งในปริมาณนี้ของแคลเซียมคิดเป็นร้อยละ 2.5 ของแคลเซียมทั้งหมดของมารดาโดยที่ส่วนใหญ่จะเป็นส่วนประกอบในกระดูกของมารดา ซึ่งปริมาณแคลเซียมที่มารดาต้องการอาจได้รับจำนวนเพียงพอจากอาหารที่กินเข้าไปในแต่ละวัน. ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องให้แคลเซียมทดแทนแก่มารดาในขณะตั้งครรภ์ แต่ในมารดาที่มีอาการตะคริวขณะตั้งครรภ์อาจต้องให้แคลเซียมแก่มารดาเพื่อช่วยลดการเกิดตะคริวขณะตั้งครรภ์ได้ ดังนั้นการจะให้แคลเซียมเสริมในมารดาขณะตั้งครรภ์จึงควรดูเป็นรายๆ ไป.


    4. วิตามินรวม โดยทั่วไปในมารดาที่ไม่มีปัญหาโรคเรื้อรัง ปัญหาการดูดซึมอาหารที่ผิดปกติ (malabsorption) หรือปัญหาการขาดอาหาร (malnutrition) จะได้รับวิตามินที่เพียงพอแล้วจากการกินอาหารที่ครบหมู่ในแต่ละวัน จึงไม่จำเป็นต้องให้วิตามินรวมเสริมให้แก่มารดาขณะตั้งครรภ์ แต่ถ้าแพทย์ท่านใดจะให้วิตามินรวมแก่มารดาขณะตั้งครรภ์ก็ไม่เป็นข้อห้ามในเวชปฏิบัติทั่วไป.

    อาหารสำหรับหญิงตั้งครรภ์

    ความสำคัญของอาหาร
    การตั้งครรภ์เป็นระยะที่มีการสร้างเซลล์และเนื้อเยื่อต่างๆเกิดขึ้นมากว่าปกติ เพราะอัตราการเติบโตของทารกในครรภ์สูงกว่าระยะอื่นๆของชีวิต ดังนั้นความต้องการสารอาหารและพลังงานระหว่างตั้งครรภ์มากกว่า ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของร่างกายมารดา ความต้องการของทารกในครรภ์การสร้างรก และการขยายตัวของมดลูก รวมทั้งการเตรียมอาหารสำรองไว้สำหรับการคลอดบุตรและการผลิตน้ำนมเลี้ยงทารก ดังนั้นความต้องการสารอาหารและพลังงานระหว่างตั้งครรภ์จึงมีมากกว่าระยะอื่นๆถ้ามารดาได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง ในปริมาณที่เพียงพอ มารดาจะมีสุขภาพสมบูรณ์และให้กำเนิดทารกที่แข็งแรง ในทางตรงกันข้ามถ้ามารดากินอาหารที่ไม่ถูกต้องหรือไม่เพียงพอมักทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง เด็กคลอดก่อนกำหนดหรือแท้ง โลหิตเป็นพิษขณะตั้งครรภ์ เด็กเกิดใหม่มีน้ำหนักแรกคลอดน้อย มีภาวะโลหิตจาง เจ็บป่วยบ่อยและอาจเสียชีวิตได้ ดังนั้นจึงสรุปได้ว่าอาหารของมารดาในระยะตั้งครรภ์ มีความสำคัญต่อสุขภาพร่างกายของทั้งมารดาและทารกเป็นอย่างมาก

    การเปลี่ยนแปลงทางสรีระระหว่างตั้งครรภ์
    ในระยะตั้งครรภ์ การทำงานของอวัยวะต่างๆ และน้ำหนักของหญิงมีครรภ์ จะเปลี่ยนแปลง ดังนี้

    1.การทำงานของอวัยวะต่างๆ

    อวัยวะสำคัญๆในร่างกายจะทำงานมากขึ้นระหว่างตั้งครรภ์ เช่น ตับ ไต ต่อมใต้สมอง ต่อมธัยรอยด์ ต่อมหมวกไต และมดลูก การที่ต่อมไร้ท่อดังกล่าวทำงานมากขึ้นเช่นนี้ จะทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนมากขึ้น ซึ่งสารเหล่านี้จะมีผลต่อส่วนประกอบของเลือด ปัสสาวะ ตลอดจนการเก็บสะสมอาหารซึ่งจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของเด็กและร่างกายของมารดาเอง
    ในระยะแรก ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ผลิตโดย ครอพัส ลูเตียม (Corpus Luteum) รกและต่อมหมวกไตชั้นนอกจะช่วยให้ผนังชั้นในของมดลูกแข็งแรงขึ้นสำหรับการฝังตัวของไข่ภายใต้การปฎิสนธิ และ โกนาโดทรอปพินส์ (Gonadotrophins) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า จะช่วยการสร้างอวัยวะและช่วยให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตตามปกติ ภายหลังการตั้งครรภ์ได้ประมาณ 100 วัน จะมีการผลิตเอสโตรเจน (Estrogen) มากขึ้น ทั้งเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนจะช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของต่อมน้ำนมและจะทำให้โพรแลคติน (Prolatin) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้ายังไม่ ทำงานจนกว่าจะคลอดบุตร ในขณะเดียวกันสเตอรอยด์ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไตชั้นนอกจะมีมากขึ้นและทำให้ร่างกายเก็บสะสมน้ำและโซเดียมไว้มากขึ้น สำหรับต่อมธัยรอยด์นั้น จะทำงานน้อยลงระหว่าง 4 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หลังจากนั้นจึงจะทำงานมากกว่าปกติ

    2. การเพิ่มน้ำหนัก

    มารดาควรจะมีน้ำหนักเพิ่มประมาณ 10-11 กิโลกรัม สำหรับน้ำหนักของมารดาที่เพิ่มในระหว่างตั้งครรภ์นั้น นักวิชาการลงความเห็นว่า ในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ ควรเพิ่มประมาณ 2 กิโลกรัม ช่วงที่ 2 (เดือนที่ 4-6) ประมาณ 3-4 กิโลกรัม และช่วงที่ 3 (เดือนที่ 7-คลอด) ประมาณ 4-5 กิโลกรัม ถ้ามารดามีน้ำหนักน้อยกว่าปกติ ทารกที่เกิดมาจะมีน้ำหนักน้อยหรือตัวเล็กกว่าปกติ แต่ถ้ามารดามีน้ำหนักมากกว่าปกติ ทารกที่เกิดมาจะตัวใหญ่กว่าเด็กทารกปกติ มารดาที่ไม่สามารถเพิ่มน้ำหนักได้ดังที่กล่าวมาแล้ว มีโอกาสที่จะคลอดก่อนกำหนดได้มาก ส่วนมารดาที่มีน้ำหนักมากกว่าที่กำหนด มีโอกาสเกิดโรคครรภ์เป็นพิษได้ง่าย

    ความต้องการสารอาหารของหญิงมีครรภ์

    หญิงมีครรภ์มีความต้องการพลังงานและสารอาหารสูงกว่าคนปกติ โดยเฉพาะสารอาหารที่จะช่วยสร้างร่างกายเจริญเติบโตของทารก และบำรุงเลี้ยงร่างกายของมารดาสำหรับการตั้งครรภ์และการคลอดบุตรในระยะแรกของการตั้งครรภ์ (ช่วงที่ 1) จะมีการสร้างอวัยวะต่างๆ ทารกในครรภ์เติบโตขึ้นช้าๆ น้ำหนักของทารกในครรภ์จะค่อยๆ เพิ่มขึ้นในช่วงที่ 2 และจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงที่ 3 โดยเฉพาะในเดือนสุดท้ายก่อนคลอด อัตราการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์จะสูงสุด ดังนั้น โภชนาการจึงเน้นความสำคัญของโภชนาการในช่วงที่ 2 และ 3 เป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตามการเพิ่มอาหารที่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายในระหว่างตั้งครรภ์ได้เร็วเท่าใด ก็จะเป็นผลดีแก่สุขภาพของมารดาและทารกได้มากเท่านั้นสารอาหารที่หญิงมีครรภ์ต้องการได้แก่

    1.พลังงาน เนื่องจากหญิงตั้งครรภ์มีการเผาผลาญอาหารในร่างกายเพิ่มมากขึ้นและยังมีทารกในครรภ์ที่กำลังเติบโตขึ้นทุกวัน หญิงตั้งครรภ์จึงต้องการปริมาณแคลอรี่เพิ่มขึ้นจากภาวะร่างกายปกติ 15%
    เช่น ถ้าหญิงตั้งครรภ์สูง 160 ซม. หนัก 50 กิโลกรัม ก่อนท้องต้องการพลังงาน 2,100 แคลอรี่ ในขณะตั้งครรภ์ จะต้องการพลังงาน 2,400 แคลอรี่ต่อวัน กระทรวงสาธารณะสุข แนะนำว่า พลังงานที่จำเป็%

    แคลเซียมคืออะไร

    posted on 19 Jul 2011 10:08 by potjanee
    แคลเซียมคืออะไร หากจะให้บอกถึงเกลือแร่สักตัวหนึ่งที่มีประโยชน์มากๆ ต่อร่างกายหนึ่งในนั้นจะต้องมี แคลเซียม เรารู้จัก แคลเซียม มานานในแง่ของการช่วยให้กระดูกแข็งแรง ไม่เพียงเท่านั้นเมื่อไม่นานนี้มีงานวิจัยตัวหนึ่งได้พบว่า แคลเซียม สามารถช่วยต่อต้านได้อย่างดีต่อ ความดันโลหิตสูง อาการหัวใจกำเริบ อาการปวดก่อนมีประจำเดือน และ มะเร็งลำไส้ แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่รับประทาน แคลเซียม น้อยกว่าครึ่งของที่ควรจะได้รับต่อวัน สำหรับคนที่ไม่สามารถรับประทานอาหารที่มี แคลเซียม สูงได้ ก็สามารถทดแทนง่ายๆ ได้ด้วยอาหารเสริม แคลเซียม ที่มีจำหน่ายอยู่ทั่วไปและราคาไม่แพง โดยมักจะอยู่ในรูปของ แคลเซียมคาร์บอเนต แคลเซียมกลูโคเนต แคลเซียมซิเตรด แคลเซียมซิเตรดมาเลต แคลเซียมแลคเตต และแคลเซียมฟอสเฟต และปริมาณที่ร่างกายจะได้รับ แคลเซียม จากอาหารเสริมเหล่านี้ก็จะขึ้นกับว่าในแต่ละแบบจะให้ แคลเซียม แก่ร่างกายเท่าไร เช่น แคลเซียมคาร์บอเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุ แคลเซียม ประมาณ 40% แคลเซียมกลูโคเนตจะให้ปริมาณแร่ธาตุ แคลเซียม ประมาณ 9% ทั้งนี้ยังขึ้นกับการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายด้วย มีการค้นพบว่าแร่ธาตุ แคลเซียม ที่ได้จากแคลเซียมซิเตรดจะถูกดูดซึมได้ดีกว่าที่ได้จากคอร์บอเนต “แคลเซียม” เป็นธาตุที่พบมากที่สุดในทุกส่วนของร่างกาย โดยในร่างกายคน 50 กิโลกรัม จะมี แคลเซียม อยู่ประมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งเกือบทั้งหมดจะอยู่ในกระดูกและฟัน ดังนั้นในเวลากล่าวถึงแคลเซียม จึงมักจะนึกถึงเฉพาะกระดูกเท่านั้น แต่ที่จริงแล้วยังมี แคลเซียม ส่วนอื่นที่อยู่ในเซลล์ที่ไม่ใช่กระดูกอีกประมาณร้อยละ 1 สำหรับหน้าที่ๆ สำคัญของ แคลเซียม ก็คือ การสร้างกระดูก ซึ่งกระดูกทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย รักษารูปร่างและลักษณะของร่างกายให้สวยงาม และยังเป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อเป็นเกราะป้องกันอวัยวะภายในต่างๆ ของร่างกายไม่ให้ได้รับความกระทบกระเทือน อย่างไรก็ตาม แคลเซียม มิใช่เป็นเพียงตัวเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรงเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในการทำงานของเซลล์ต่างๆ ภายในร่างกายอีกด้วย ได้แก่ การช่วยการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดที่ไหลออกจากบาดแผลเกิดแข็งตัวหยุดไหลได้ นอกจากนี้ แคลเซียม ยังเกี่ยวข้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นประสาท ช่วยให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจปกติและการส่งสัญญานประสาทที่ถูกต้อง รักษาความสมดุลของกรดด่างในเลือดและความดันโลหิตให้ปกติ แคลเซียมเข้าสู่ร่างกายอย่างไร สำหรับการทำงานของ แคลเซียม จะเริ่มจาก เมื่อร่างกายได้รับ แคลเซียม จากอาหาร ก็จะถูกกรดในกระเพาะทำให้ แคลเซียม แตกตัวได้ดีขึ้นและถูกดูดซึมได้ง่ายขึ้นจากบริเวณลำไส้ส่วนต้น โดยอาศัย Calbindin-D ซึ่งปกติแล้วร่างกายจะดูดซึม แคลเซียม ได้ประมาณร้อยละ 20-40 หลังจากนั้น แคลเซียม จะเข้าสู่เลือดผ่านไปตามระบบไหลเวียนโลหิตแล้วไปสู่อวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่จะเข้าสู่กระดูก นอกนั้นเข้าสู่เซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะ โดยปกติทั่วไปแม้กระดูกจะไม่ยืดตัวให้เห็น แต่จะมี แคลเซียม ผ่านเข้าออกจากกระดูกถึงวันละประมาณ 700 mg ซึ่งแม้ว่าเกลือแร่ที่ติดอยู่ในกระดูกดูเหมือนจะติดอยู่อย่างถาวร แต่อันที่จริงแล้ว แคลเซียม ในกระดูกจะถูกดึงออกพร้อมกับขบวนการละลายกระดูก (resorption) และเสริมเข้าไปพร้อมกับการสร้างกระดูกใหม่ (formation) อยู่ตลอดเวลา ทั้งนี้ขึ้นกับภาวะโภชนาการ ปริมาณ แคลเซียม ความสมดุลของฮอร์โมนและวัย โดยทั่วไปร่างกายจะพยายามอย่างเต็มที่ในการที่จะรักษาระดับ แคลเซียม ในเลือดให้ปกติเสมอเพื่อให้อวัยวะต่างๆ ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างปกติเปรียบให้ง่ายก็เสมือนว่า ระดับ แคลเซียม ที่ปกติก็คือ จำนวนเงินที่ติดกระเป๋าอยู่สำหรับใช้จ่ายในแต่ละวัน โดย แคลเซียม ส่วนที่ถูกขับออกทางปัสสาวะและ แคลเซียม ที่ใช้เพื่อการซ่อมแซมกระดูกเปรียบเสมือนค่าใช้จ่ายประจำวัน แคลเซียม ในกระดูกเสมือนเงินฝากในธนาคาร แคลเซียม รับจากอาหารเสมือนรายได้ประจำวัน ถ้ารายรับมากกว่ารายจ่าย อาจมีเหลือเก็บในธนาคารซึ่งเปรียบเสมือนเป็นการสะสม แคลเซียม ในกระดูก ถ้ารายได้น้อยกว่ารายจ่ายก็ต้องถอนจากธนาคารเพื่อนำไปใช้จ่ายก็จะทำให้เกิดการขาดดุล ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้อยู่เป็นประจำเงินในธนาคารก็จะร่อยหรอไป นั่นก็เปรียบได้กับการที่ร่างกายได้รับ แคลเซียม ไม่พอเพียงต่อความพยายามรักษาระดับ แคลเซียม ให้ปกติ จึงต้องละลาย แคลเซียม จากกระดูกมาเพิ่มให้กับเลือด ทำให้ แคลเซียม ในกระดูกค่อยๆ ลดลง สุดท้าย แคลเซียม หรือเงินที่ติดกระเป๋าอยู่ก็ลดลงจนไม่พอใช้นั่นเอง ซึ่งจากการศึกษาพบว่าการสะสม แคลเซียม ของร่างกายมนุษย์นั้นเริ่มตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์มารดา โดยในแต่ละวัยร่างกายสามารถสะสมปริมาณ แคลเซียม ในระดับที่แตกต่างกัน ดังนี้ ► เด็กแรกเกิด - 9 ขวบ มีความสามรถในการสะสม แคลเซียม ได้ 100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน ► เด็กอายุ 10 ขวบ มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 100-150 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน ► ช่วงวัยรุ่น มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 200-400 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน ► ชายและหญิงอายุ 18 ปี มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 50-100 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน ► ผู้ใหญ่อายุ 30 ปี มีความสามารถในการสะสม แคลเซียม ได้ 0 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว/วัน ซึ่งหมายความว่า หลังจากอายุ 30 ปีไปแล้ว ร่างกายจะไม่สะสม แคลเซียม อีกต่อไป จึงต้องมีการเติม แคลเซียม ให้ร่างกายเพื่อรักษาระดับ แคลเซียม ในกระดูก ด้วยคุณสมบัติการทำงานของ แคลเซียม ดังกล่าว นับได้ว่ าแคลเซียม มีประโยชน์ต่อร่างกายของมนุษย์อย่างยิ่ง ซึ่งในแต่ละสภาวะของมนุษย์นั้น แคลเซียม ได้ให้ประโยชน์ในลักษณะต่างๆ กัน ดังนี้ ความต้องการของคนแต่ละวัย หญิงตั้งครรภ์ สำหรับหญิงมีครรภ์แล้ว แคลเซียม นับได้ว่าเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อสภาวะการตั้งครรภ์อย่างมาก โดยหญิงตั้งครรภ์จำเป็นต้องได้รับ แคลเซียม มากกว่าคนธรรมดาเป็นพิเศษ เนื่องจากจะต้องถ่ายทอดแร่ธาตุดังกล่าวสู่ลูกเพื่อการพัฒนาโครงสร้างร่างกายของทารกในครรภ์ ดังนั้นหญิงมีครรภ์จึงมีโอกาสเสี่ยงสูงที่จะขาดแคลน แคลเซียม ถ้าไม่สามารถบริโภคอาหารที่ให้ปริมาณ แคลเซียม ได้เพียงพอต่อทั้งแม่และลูกได้ บ่อยครั้งจึงพบว่าหญิงมีครรภ์จะมีอาการกล้ามเนื้อปวดเกร็งในบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ที่พบบ่อยคือ บริเวณน่อง โดยจะเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ออกกำลังกายหรือเดินมาก อันเป็นผลมากจากการขาด แคลเซียม นั่นเอง จากการศึกษาพบว่าหญิงตั้งครรภ์เป็นตระคริวถึงร้อยละ 26.8 และส่วนใหญ่เริ่มมีอาการตั้งแต่อายุครรภ์ประมาณ 25 สัปดาห์ และอาการดีขึ้นได้อย่างชัดเจนหากได้รับการเสริม แคลเซียม ดังนั้น แคลเซียม จึงเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นยิ่งต่อสภาวะการตั้งครรภ์ เพราะนอกจากจะช่วยให้พัฒนาการเติบโตของทารกในครรภ์เป็นปกติแล้ว ยังมีส่วนช่วยรักษาเสถียรสภาพความหนาแน่นกระดูกในแม่ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเกี่ยวกระดูกหรือโรค กระดูกพรุน ในภายหลังได้ วัยเด็ก เด็กๆ ต้องการ แคลเซียม มากกว่าวัยผู้ใหญ่และวัยสูงอายุ เพื่อนำมาเสริมสร้างความแข็งแรงให้แก่กระดูกและฟัน และส่วนอื่นๆ เพื่อใช้เป็นโครงสร้างของร่างกาย โดยการสะสม แคลเซียม ในเด็กที่หัดพูดจะช้าแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในวัยหนุ่มสาว ซึ่งจากการศึกษาพบว่าถ้าปริมาณ แคลเซียม ในร่างกายเด็กต่ำ จะทำให้ขบวนการสะสมเกลือแร่ในกระดูกและความหนาแน่นของกระดูกต่ำ เป็นผลให้เกิดโรคกระดูกอ่อนหรือโรคกระดูกค่อมงอได้ โดยเด็กจะมีอาการเหงื่อออกบริเวณศีรษะมากเกินไป การนั่ง คลาน เดิน ทำได้ช้า นอนไม่หลับ กระดูกขาของเด็กที่ได้รับ แคลเซียม ไม่เพียงพอเมื่อรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นตามอายุเป็นผลให้ขาโก่ง กระดูกซี่โครงโค้งงอ กระดูกเชิงกรานมีรูปร่างผิดปกติซึ่งอาการนี้เมื่อเกิดขึ้นกับเด็กแล้วไม่สามารถรักษาให้หายคืนปกติได้ นอกจากจะทำการผ่าตัดใหญ่เท่านั้น สิ่งที่สำคัญของช่วงอายุนี้คือ การพัฒนารูปแบบการบริโภคให้สอดคล้องกับระดับ แคลเซียม ที่ร่างกายต้องการให้เพียงพอ เพื่อพัฒนาความหนาแน่นของกระดูก ให้การเติบโตของเด็กเป็นปกติ อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคเกี่ยวกับกระดูกในช่วงต่อไปของชีวิตได้ วัยหนุ่มสาว จากการศึกษาวิจัยแสดงว่า ช่วยอายุ 11-24 ปี เป็นช่วงที่ร่างกายดำเนินขบวนการก่อรูปกระดูก โดยถ้าร่างกายได้รับ แคลเซียม ในปริมาณที่ต่ำกว่าร่างกายต้องการ จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาในภายหลังซึ่งถ้าขาดอย่างร้ายแรงจะก่อให้เกิดโรคกระดูกอ่อน มีอาการเจ็บกระดูก เจ็บกล้ามเนื้อ และเมื่อประสบกับการกระดูกหัก กระดูกจะสมานให้เหมือนเดิมได้ช้า สิ่งสำคัญคือ การรักษาระดับการบริโภคอาหารให้สอดคล้องกับระดับ แคลเซียม ที่ต้องการเพื่อป้องกันโรคเกี่ยวกับกระดูก ถ้าจะต้องมีการสูญเสียไปในภายหลังของช่วงชีวิต โดยถ้าเราได้รับ แคลเซียม ตั้งแต่อยู่ในวัยหนุ่มสาวหรือกลางคนอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง อายุการสึกหรือผุกร่อนตามธรรมชาติก็จะยืดออกไปได้อีกนานกว่าคนที่อยู่ในวัยเดียวกันที่บริโภค แคลเซียม ไม่เพียงพอในวัยเด็กและวัยหนุ่มสาว วัยสูงอายุ คนเราปกติจะมีโอกาสสูญเสีย แคลเซียม จากกระดูกเมื่อเรามีอายุมากขึ้น เพราะว่าเมื่ออายุเกินกว่า 30 ปีแล้ว ร่างกายจะไม่สะสม แคลเซียม อีกต่อไป โอกาสเผชิญกับโรคเกี่ยวกับกระดูกจะสูงถ้าร่างกายไม่ได้รับ แคลเซียม อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงวัยหมดประจำเดือนซึ่งการศึกษาพบว่าร่างกายจะสูญเสียกระดูกในช่วงประมาณ 5-6 ปีแรกหลังจากหมดประจำเดือน เนื่องจากการลดลงของฮอร์โมน oestrogens และประสิทธิภาพในการสร้าง Vitamin D ก็ลดลงตามวัยที่เพิ่มมากขึ้น จึงมีแนวโน้มจะเป็นโรค กระดูกพรุน สูง โดยเป็นโรคที่เป็นผลมาจากการขาดแคลน แคลเซียม ซึ่งบางครั้งอาจทำให้กระดูกหักได้เนื่องจากแบกรับน้ำหนักตัวไม่ไหว และในกรณีที่ร้ายแรงจะก่อผลเสียต่อกระดูกสันหลัง กระดูกต้นขา และกระดูกแขนท่อนนอกได้อีกด้วย โดยโรคดังกล่าวจะไม่แสดงอาการใดๆ ให้ทราบเลยจนกว่าจะมีอาการกระดูกหัก ดังนั้นคนในวัยสูงอายุที่มีการเสริม แคลเซียม ให้กับกระดูกอย่างเพียงพอ จะช่วยยับยั้งการสูญเสียกระดูกในช่วงนี้ได้ การเผชิญกับการผุกร่อนของกระดูกจะน้อยลง ความเสี่ยงที่ต้องเผชิญกับโรคที่เกี่ยวกับกระดูกเมื่อย่างเข้าสู่วัยทองก็น้อยลงหรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็ได้จะเห็นได้ว่า แคลเซียม มีความจำเป็นสำหรับคนทุกเพศทุกวัยด้วยกันทั้งนั้น แต่ปริมาณความต้องการ แคลเซียม ของร่างกายจะแตกต่างกันในแต่ละวัย ซึ่งสถาบันสุขภาพแห่งชาติของอเมริกา (National Institute Health) แนะนำปริมาณของ แคลเซียม ที่เหมาะสมในแต่ละวัย ดังนี้ ปริมาณแคลเซียมที่ควรได้รับต่อวัน ► เด็ก (1-10 ปี) ควรได้รับ 800 – 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ► วัยรุ่น (11-25 ปี) ควรได้รับ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ► ผู้ใหญ่ ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ► หญิงมีครรภ์ ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน ► หญิงให้นมบุตร ควรได้รับ 1,500 – 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ► ผู้ป่วยกระดูกหัก ควรได้รับ 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน แหล่งที่พบ ในการบริโภคอาหารประจำวัน ควรรับประทานอาหารหลายหมู่ หลายประเภทในแต่ละวัน ควรหลีกเหลี่ยงการรับประทานอาหารน้อยชนิด หรือซ้ำซาก จะเป็นการป้องกันภาวะการณ์ขาด แคลเซียม ได้เป็นอย่างดี โดยปริมาณของ แคลเซียม ที่เหมาะสมในแต่ละวันควรรับประทาน แคลเซียม ไม่เกิน 2,500 มิลลิกรัม การเสริมสร้าง แคลเซียม จากอาหารควรกระทำแต่พอเพียง ไม่ควรมากเกินไป เพราะ แคลเซียม ที่เป็นส่วนเกินจะไม่ถูกดูดซึมสู่กระแสเลือด กล่าวคือ โดยปกติทั่วไปร่างกายมนุษย์จะมีการตรวจสอบตัวเองโดยอัตโนมัติ ในการพยายามรักษาสมดุลของปริมาณ แคลเซียม ในเลือด ถ้าร่างกายมีปริมาณ แคลเซียม ในเลือดต่ำ แล้วเรารับประทานอาหารที่มี แคลเซียม เข้าไปอย่างพอเหมาะ ร่างกายจะพยายามดูดซึม แคลเซียม นั้นไว้ทั้งหมด ไม่ยอมปล่อยให้ แคลเซียม ถูกขับออกจากร่างกาย นี่คือกลไกที่วิเศษของร่างกายที่เมื่อขาดสารอาหารชนิดใด แล้วเรารับประทานเข้าไปเพียงนิดเดียวร่างกายจะดูดซึมอย่างมหาศาล ในขณะที่ถ้าเรากินสารอาหารนั้นเกินกว่าความต้องการร่างกายก็จะขับออกโดยอัตโนมัติ ในขณะเดียวกันถ้าร่างกายมีปริมาณ แคลเซียม ต่ำอยู่แล้ว และเราไม่ได้รับประทานอาหารที่มี แคลเซียม เข้าไปอย่างเพียงพออย่างต่อเนื่องก็จะก่อให้เกิดสภาวะการณ์ขาด แคลเซียม ได้ คนที่มีภาวะขาด แคลเซียม จะมีอาการหงุดหงิดง่าย ชา และเป็นเหน็บที่นิ้วมือ นิ้วเท้า และรอบปาก มีอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ ถ้าตรวจพบว่าการตอบสนองของเอ็นกระตุกแรงขึ้นจะเกิดอาการตระคริวบ่อย มีอาการมือจีบเกร็งตามมา และชักได้ถ้าขาดรุนแรง ในส่วนของหัวใจอาจพบความผิดปกติของคลื่นหัวใจ บางครั้งหัวใจอาจล้มได้ ปัญหาที่สำคัญอีกประการ ก็คือ การขาด แคลเซียม ไม่มาก แต่ขาดอย่างเรื้อรัง ซึ่งทำให้ร่างกายต้องเสียดุลตลอดเวลา โดยทั่วไปจะไม่ปรากฏอาการชัดเจนในระยะแรก ทำให้แหล่งสะสม แคลเซียม คือ กระดูกเกิดการผุกร่อน ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ กระดูกหักง่ายขึ้นทั้งๆ ที่ได้รับแรงกระทบเพียงเบาๆ ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ กระดูกที่ต้นแขนใกล้ข้อมือ หรือต้นขาบริเวณสะโพก ถ้าปัญหานี้เกิดขึ้นที่กระดูกสันหลังก็จะทำให้กระดูกสันหลังทรุดได้ง่าย แคลเซียม นับได้ว่าเป็นสารอาหาร ที่มีความสำคัญ เพราะ แคลเซียม เป็นสารอาหารที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ส่วนใหญ่อยู่ในกระดูก โดยปกติร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสร้าง แคลเซียม ได้เองจึงจำเป็นต้องบริโภคอาหารเพื่อให้ได้รับสารอาหารดังกล่าว ซึ่งนมและผลิตภัณฑ์จากนม และปลาที่สามารถเคี้ยวกระดูกได้เป็นแหล่งอาหารที่มี แคลเซียม สูง สำหรับประโยชน์ของ แคลเซียม นอกจากการเป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก ฟัน และเนื้อเยื่อต่างๆ ดังที่ได้กล่าวแล้ว แคลเซียม ยังช่วยทำให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายทำงานได้อย่างปกติ เช่น ระบบของกล้ามเนื้อ ระบบของภูมิคุ้มกัน ระบบเหล่านี้ต้องอาศัย แคลเซียม ทั้งสิ้น ปัจจุบันนี้ประโยชน์ของ แคลเซียม มีบทบาทมากขึ้นกว่าเดิมโดยถูกนำมาใช้ในทางการแพทย์สำหรับการป้องกันโรค กระดูกพรุน โรค มะเร็งในลำไส้ใหญ่ ช่วยลดไขมันในเลือด ป้องกัน โรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาทคลายตัว เป็นยานอนหลับตามธรรมชาติได้อย่างนี้ นอกจากนี้ยังช่วยชะลอความแก่ได้อีกด้วย แคลเซียม พบมากในนมและผลิตภัณฑ์จากนม แต่ก็พบได้ในอาหารทั่วๆ ไป ดังนี้ อาหารที่พบ (เทียบเป็น % โดยน้ำหนัก) ► กุ้งแห้งตัวเล็ก 2.31% ► กะปิ 1.56% ► มะขามฝักสด 0.43% ► ยอดแค 0.40% ► ยอดสะเดา 0.35% ► คะน้า 0.25% ► เต้าหู้เหลือง 0.16% ► นมสด 0.12% ประโยชน์ของแคลเซียม แคลเซียม ในร่างกายเกือบทั้งหมดจะสะสมในกระดูกและฟัน ซึ่งเป็นที่ๆ มันๆ ไปช่วยทำให้เกิดความแข็งแรง อีกทั้งจะมีปริมาณ แคลเซียม จำนวนน้อยๆ ที่อยู่ในกระแสเลือดที่จะมีส่วนช่วยในการสร้างฮอร์โมนและเอนไซม์ต่างๆ เพื่อให้ร่างกายทำงานเป็นปกติ เช่น ► แคลเซียม ทำหน้าที่เป็นตัวนำสัญญาณระหว่างเซลประสาทให้สื่อสารกันได้เป็นปกติ ► แคลเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อหดตัวได้เป็นปกติ ที่สำคัญคือกล้ามเนื้อหัวใจ ► แคลเซียม ช่วยในขบวนการทำให้เลือดแข็งตัว ► แคลเซียม ช่วยในขบวนการสร้างภูมิคุ้มกันโรค ดังนั้นหน้าที่ๆ สำคัญเหล่านี้ทำให้ร่างกายขาด แคลเซียม ไม่ได้เลย ดังนั้นเมื่อร่างกายขาดก็จะไปดึงมาจากกระดูกแทน ส่งผลให้กระดูกไม่แข็งแรง แต่ก็เป็นที่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่รับประทาน แคลเซียม น้อยกว่าครึ่งของที่ควรจะได้รับต่อวัน ทำให้กระดูกก็จะบางลง และไม่แข็งลงเรื่อยๆ และเรามักจะทราบว่าเราเป็นโรค กระดูกพรุน ก็ต่อเมื่อเกิดอาการกระดูกหักง่ายแม้กระทบเพียงเล็กน้อย โดยส่วนใหญ่จะแนะนำให้รับประทานแคลเซียมร่วมกับ แมกนีเซียม และ วิตามินดี ซึ่งที่จริงแล้วร่างกายเราจะได้รับ วิตามินดี จากแสงแดดธรรมชาติอยู่แล้ว และยังพบในอาหารต่างๆ อีก วิตามินดีจะช่วยให้ แคลเซียม ถูกดูดซึมได้เป็นปกติ ส่วน แมกนีเซียม ซึ่งเป็นวิตามินที่สำคัญของร่างกายและอาจจถูกยับยั้งการดูดซึมจาก แคลเซียม ได้ ดังนั้นจึงแนะนำให้รับประทาน แคลเซียม คู่กับ แมกนีเซียม ไปด้วยกัน โรคกระดูกพรุน ถ้ากระดูกเราแข็งแรงก็จะช่วยป้องกันโรค กระดูกพรุน ได้หรือทำให้เป็นช้าลง ดังนั้นเราควรพยายามรับประทาน แคลเซียม ให้เพียงพอและต่อเนื่องทุกวัน ซึ่งจะทำให้ร่างกายไปสะสม แคลเซียม ที่กระดูก และทำให้กระดุกแข็งแรง หากเราได้รับ แคลเซียม ไม่เพียงพอก็จะทำให้ก็จะทำให้กระดูกบางลง และทำให้หักได้ง่าย ความสูงไม่เพิ่มขึ้นหรือเตี้ยกว่าที่ควรจะเป็น ได้มีการศึกษาพบว่าถึงแม้ว่าในอายุที่น้อยกว่า 35 ปีร่างกายมักจะไม่มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพกระดูกและฟัน ทั้งนี้คนที่อายุมากกว่า 65 ปี และพยายามรับประทานอาหารที่อุดมไปด้วย แคลเซียม หรือรับประทานอาหารเสริมแคลเซียมก็จะช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียมวลกระดูกและการเกิดอาการกระดูกหักได้ อีกทั้งในรายที่มีปัญหาเกี่ยวกับอาการปวดหลัง ลองรับประทาน แคลเซียม ร่วมกับ แมกนีเซียม ซึ่งจะทำให้กระดูกแข็งแรงขึ้นและลดอาการดังกล่าวได้ ความดันโลหิตสูง มีการศึกษาพบว่าคนที่ความดันโลหิตสูงมักจะรับประทาน แคลเซียม น้อยกว่าคนปกติ และยังพบอีกว่าการรับประทานอาหารที่อุดมไปด้ว แคลเซียม หรืออาหารเสริมช่วยลดความดันโลหิตลงในผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูง ทั้งนี้เป็นเพราะ แคลเซียม ช่วยให้กล้ามเนื้อบีบตัวได้ดีและทำให้หัวใจและหลอดเลือดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจึงส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงได้ มะเร็งลำไส้ใหญ่ แคลเซียม ช่วยป้องกัน มะเร็งลำไส้ใหญ่ มีการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มายาวนาน และพบว่าคนที่มีความเสี่ยงที่จะเป็น มะเร็งลำไส้ใหญ่ จะมีแน้วโน้มลดลงได้เมื่อรับประทาน แคลเซียม มีการพบว่าหลังได้รับ แคลเซียม การแบ่งเซลที่ผิดปกติลดลง มันดูเหมือนว่า แคลเซียม จะไปลดผลการรบกวนของน้ำดีและกรดไขมันในลำไส้ลงที่เป็นสาเหตุของการแบ่งเซลที่ผิดปกติในลำไส้ อาการปวดก่อนมีประจำเดือน มีการศึกษาที่แสดงให้เห็นว่า แคลเซียม ช่วยบรรเทาอาการปวดก่อนมีประจำเดือน และรวมทั้ง อารมณ์ที่แปรปรวน ซึมเศร้า และอื่นๆ ที่มักจะเกิดก่อนที่จะมีประจำเดือน ทั้งนี้เพราะการที่มีระดับ แคลเซียม ในร่างกายต่ำส่งผลให้ระดับฮอร์โมนผิดปกติไปด้วย มีการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้เองในผู้หญิงหลายร้อยคนให้รับประทาน แคลเซียม ขนาด 750 มิลลิกรัมครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง พบว่าอาการที่เกี่ยวข้องที่มักเกิดก่อนมีประจำเดือนรวมทั้งอาการปวดลดลงอย่างเห็นได้ชัด ความรุนแรงก็ลงกว่าครึ่ง อื่นๆ ► ลดอาการ โรคกระเพราะ หากรับประทาน แคลเซียม ในรูปของ แคลเซียมคาร์บอเนตซึ่งเป็นรูปแบบของยาลดกรดตัวหนึ่ง จึงไปช่วยลดอาการ โรคกระเพราะลงได้ ► โรคนอนไม่หลับ มีหลายๆ คนที่มีปัญหาโรคนอนไม่หลับอันเนื่องมาจากมีระดับ แคลเซียม ในเลือดต่ำ ดังนั้นการรับประทาน แคลเซียม ร่วมกับ แมกนีเซียม จะช่วยลดอาการนี้ได้ดี ► ป้องกันอาการ ไมเกรน เนื่องการรับประทาน แคลเซียม ร่วมกับ แมกนีเซียม จะช่วยให้ระบบหลอดเลือดและสมองมีการทำงานดีขึ้น จึงช่วยลดอาการ ไมเกรน ลงได้

    ผลไม้

    posted on 09 Jul 2011 17:03 by potjanee
    มะละกอ
    มะละกอเป็นไม้ผลล้มลุกขนาดกลาง ความสูงระหว่าง 5-20 ฟุต ลำต้นอวบน้ำ มะละกอเป็นพืชปลูกง่ายโตเร็ว ให้ผลเร็ว ใฟ้ผลตลอดปี โดยทั่วไปมะละกอเป็นพืชที่ไม่ค่อยมีแมลงรบกวน และปลูกได้ดี่ในดินทั่วไป แต่ต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำได้ดี น้ำไม่ขังแฉะ และมีอินทรีย์วัตถุมากพอสมควร
    ประโยชน์ต่อสุขภาพ
    เป็นไม้ผลที่คนทั่วไปนิยมรับประทาน ผลดิบนำมาปรุงอาหาร และผลสุกรับประทานสด น้ำมีรสหวานหอม มีวิตามินเอ และแคลเซี่ยมสูง มะละกอผลดิบมียาง มีสารเพคติน แคลเซี่ยม วิตามินซี และอื่นๆ ผลสุก มีวิตามินเอสูง วิตามินซี สารเพคติน เหล็ก แคลเซี่ยม และมีสาร Cerotenoid เป็นสารที่ทำให้เนื้อมะละกอสุกมีสีส้ม ต้นมะละกอ ใช้เป็นยาขับประจำเดือน ลดไข้ ดอก ขับปัสสาวะ ราก แก้กลากเกลื้อน ยาง ช่วยกัดแผล รักษาตาปลา หูด ฆ่าพยาธิ
    มังคุด
    เป็นไม้ผลยืนต้นขนาดใหญ่ ชอบอากาศชื้น ที่สำคัญควรเลือกพื้นที่ปลูกที่มีน้ำเพียงพอตลอดช่วงฤดูแล้ง มังคุดเป็นผลไม้ที่มีระบบรากหาอาหาร ค่อนข้างลึกประมาณ 90-120 ซม. จากผิวดิน ดังนั้น จึงต้องการสภาพแล้งก่อนออกดอกค่อนข้างนาน โดยต้นมังคุดที่ สมบรูณ์ ใบยอดมีอายุระหว่าง 9-12 สัปดาห์ เมื่อผ่านช่วงแล้งติดต่อกัน 21-30 วัน และมีการกระตุ้นน้ำถูกวิธี มังคุดจะออกดอกประโยชน์ต่อสุขภาพ
    สารสกัดมังคุด มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุอาการท้องเสีย สารที่พบมากที่เปลือกคือ tannin มีฤทธิ์ฝาดสมาน จึงช่วยแก้อาการท้องเสีย นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย สาเหตุการเกิดหนอง และยังรักษาแผลได้อีกด้วย
    การใช้มังคุครักษาอาการท้องเสีย คือ
    1. ใช้เปลือกผลตากแห้ง ต้มกับน้ำปูนใส นำน้ำมาดื่ม
    2. ใช้ผลตากแห้งฝนกับน้ำดื่ม
    3. ใช้เปลือกตากแห้งมาฝนกับน้ำดื่ม ให้เด็กดื่มครั้งละ 1-2 ช้อนชา ทุก 4 ชม. และผู้ใหญ่ ครั้งละ 4 ช้อนชา ทุก 4 ชม.
     สับปะรด
    เป็นพืชล้มลุก อายุหลายปี สูง 90-100 ซม. มีลำต้นใต้ดิน ใบเดี่ยวเรียงสลับซ้อนกันถี่มาก รอบต้นกว้าง 6.5 ซม. ยาวได้ถึง 1 เมตร ไม่มีก้านใบ ดอกออกเป็นช่อขนาดใหญ่ ออกจากกลางต้น มีดอกย่อยจำนวนมาก ผลเป็นผลรวม รูปทรงกระบอก มีตารอบผล มีใบเป็นกระจุกที่ปลายผล
    ประโยชน์ต่อสุขภาพ
    รักษาแผลเป็นหนองได้ โดยนำผลสดๆมาคั้นเอาแต่น้ำ ชโลมแผล เอนไซม์จะช่วยย่อยกัดเนื้อเยื่อ และหนองให้หลุด ยังใช้แก้ท้องผูกได้อีกด้วย โดยนำผลสดมาคั้นเอาน้ำ 1 แก้ว อาจผสมกับน้ำสุก 1 แก้ว เติมเกลือเล็กน้อย ดื่มตอนท้องว่าง หรืออาจจะใช้เหง้าสดๆ ประมาณ 200 กรัม หรือแห้ง 100 กรัม ต้มน้ำ 2 แก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้งก่อนอาหาร ครั้งละ 1 ถ้วยชา นอกจากนี้สับประรดยังสามารถแก้ปัสสาวะไม่ออก และช่วยย่อยอาหารได้ดีอีกด้วย
    กล้วย
    เป็นไม้ผลเขตร้อน ผลสุกนอกจากจะใช้รับประทานเป็นผลไม้แล้ว ยังสามารถนำมาปรุงอาหารคาวหวาน และแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ อาหารแปรรูปชนิดต่างๆ ได้อีกหลายชนิด ใบตองสดสามารถนำไปใช้ห่อของ ทำงานประดิษฐ์ ศิลปะต่างๆ ใบตองแห้งใช้ทำกระทงใส่อาหาร และใช้ห่อผลไม้ ก้านใบและกาบกล้วยแห้งใช้ทำเชือก หัวปลีหรือดอกกล้วยน้ำว้า ยังใช้รับประทานแทนผักได้ดีอีกด้วย
    ประโยชน์ต่อสุขภาพ
    กล้วยทุกชนิดดีต่อสุขภาพ แต่กล้วยไข่ดีเป็นพิเศษในเรื่องของสาร ต้านอนุมูลอิสระที่เรารู้จักดี คือ เบต้าแคโรทีน โดยธรรมชาติเมื่อเราอายุมากขึ้นหรือเกิน 22 ปีไปแล้ว ความเจริญเติบโตของร่างกายจะเริ่มหยุดชะงัก ความเสื่อมในส่วนต่างๆ ของร่างกายก็เริ่มมาเยือน ช่วงนี้เอง มี 2 สิ่งที่สำคัญเกิดขึ้นในร่างกายเราซึ่งก็คือ เซลล์ในร่างกายทุกเซลล์ก็จะผลิตอนุมูลอิสระมากขึ้น และส่วนที่สองคือ ความสามารถในการซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกายจะลดลงเรื่อยๆ พร้อมกันนั้นความสามารถในการจำกัดอนุมูลอิสระ ก็ลดลง ในกล้วยไข่ 1 ขีด มีสารเบต้าแคโรทีนถึง 492 มิลลิกรัม
    ฝรั่ง
    เป็นไม้ขนาดกลางที่เจริญเติบโตได้ดีในทุกภาคของประเทศไทย และให้ผลิตตลอดทั้งปี ฝรั่งในปัจจุบันส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อบริโภคภายในประเทศ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ และฟรุตสลัด
    ประโยชน์ต่อสุขภาพ
    ทราบหรือไม่ว่าฝรั่ง 1 ขีด มีวิตามินซีสูงถึง 180 มิลลิกรัม วิตามินซีมีบทบาทในการสร้างคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าของคุณเต่งตึงไม่แก่ก่อนวัย และวิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งเจ้าตัวสารต้านอนุมูลอิสระนี้เอง ที่ทำให้คอลลาเจน และอีลาสติเสื่อมสภาพ ผิวหนังเหี่ยวแห้ง เกิดริ้วรอยตีนกา วิตามินซีมีความสำคัญต่อการสร้างและบำรุงเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เซลล์นับล้านตัวเกาะเกี่ยวกันเป็นร่างกายได้ด้วยเนื่อเยื่อที่เรียกว่า คอลลาเจนี มันคือ คอลลาเจนตัวเดียวกับคอลลาเจน ที่ทำให้ผิวพรรณบนใบหน้าเต่งตึงนั่นเอง
    ส้ม
    ส้มเขียวหวานที่นิยมปลูกในประเทศไทย ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์บางมด ผลกลมแป้นเล็กน้อย ก้นผลเรียบถึงเว้าเล็กน้อย ผิวมีสีเขียวอมเหลือง ผิวเรียบสม่ำเสมอ เปลือกบางล่อน ปอกง่าย กลีบแยกออกจากกันง่าย มีประมาณ 11 กลีบ ฝนังกลีบบางมีรกน้อย ฉ่ำน้ำ เนื้อผลสีส้ม รสหวานอมเปรี้ยวเล็กน้อย
    ประโยชน์ต่อสุขภาพ
    แหล่งวิตามิน เกลือแร่ และเส้นใยธรรมชาติ การรับประทานส้มโดยไม่คายกากจะช่วยคุมน้ำหนักได้อีกวิธีหนึ่ง เพราะจะทำให้รู้สึกอิ่มท้องเร็ว เป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักได้อย่างดีทีเดียว
    นอกจากนี้ หากรู้สึกหิวก่อนเวลา แทนที่จะนึกถึงเค็กก้อนโต หรือโดนัทชิ้นใหญ่ ให้ลองหยิบส้มสักลูกเข้าปากแทนจะได้ประโยชน์มากกว่าในราคาที่ถูกกว่า ผิวส้มมีน้ำมันหอมระเหย วิตามินซี และสารอื่นๆ ใช้เป็นยา ผิวผลใช้สกัดทำทิงเจอร์สำหรับแต่งกลิ่นยา และมีฤทธิ์ขับลม เปลือกส้ม ปรุงเป็นยาหอมแก้ลมวิงเวียน หน้ามืด ตาลาย แก้ลมจุกเสียด แน่นเฟ้อ น้ำจากผล ให้วิตามินซี รับประทานป้องกัน และรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน บำรุงร่างกาย แก้ไอ และขับเสมหะ
    แตงโม
    เป็นพืชล้มลุก มีอายุสั้น เถาเลื้อยแผ่ไปตามพื้นดิน แตงโมชอบแสงแดแจัด และอุณหภูมิค่อนข้างสูง ไม่ชอบเจริญเติบโตในที่แฉะชื้น เนื้อแตงโมมีรสหวาน ลักษณะเป็นใบเลี้ยงเดี่ยว ขอบเว้าลึก 3-7 แฉก ใบกว้าง 5-18 ซม. ยาว 8-20 ซม. ก้านใบยาว ทั้งเถาและใบมีขน ดอกเป็นดอกเดี่ยว แยกเป็นดอกตัวผู้ตัวเมีย แต่อยู่บนต้นเดียวกัน กลีบดอกสีเหลือง ผลกลม หรือกลมยาว มีขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 ซม. ผิวเรียบ สีเขียวแก่หรือเขียวอ่อน

    ประโยชน์ต่อสุขภาพ
    แตงโมมีสารที่ว่ากันว่า ให้ความชุ่มชื้นต่อผิวที่แห้งผาก หรือผิวที่ร้อนระอุในช่วงหน้าร้อนเป็นอย่างดี และแตงโมนั้นก็ยังให้ความเย็นอยู่บนผิวของเราได้นานกว่าผลไม้ชนิดอื่น โดยวิธีการดังนี้

    เตรียมผ้ากรองชนิดบางขนาดผ้าพันแผล 2 ผืน เฉือนเนื้อแตงโมเป็นชิ้นบางๆ พอประมาณ วางลงระหว่างผ้าที่เตรียมไว้ โดยให้เนื้อแตงโมอยู่ระหว่างกลางผ้า 2 ชิ้น หลังจากนั้น นำมาวางปิดลงบนใบหน้าให้ทั่ว เว้นส่วนของรูจมูก ให้ผ้าและชิ้นแตงโมติดผิวหน้าและทุกส่วน ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที หลังจากนั้นจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด
    ส้มโอ
    ส้มโอมีประโยซน์ตั้งแต่เปลีอกใช้เชื่อมเป็นขนมหวาน เช่นหวัดเพชรบุรี ทำเปลือกส้มโอเชื่อมจนเป็นสินค้าพื้นเมือง ไปขายไกลๆ ส่วนเนื้อที่เปรี้ยวใช้ประกอบกับข้าวยำทางภาคใต้ เนื้อหวานอมเปรี้ยวใช้ทำส้มโอลอยแก้ว ส่วนเนื้อหวานใช้ รับประทานเป็นผลไม้สด
    เงาะ
    เปลือกผลเงาะนำมาต้มกินน้ำ เป็นยาแก้อักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย รักษาอาการอักเสบในช่องปาก และโรคบิดท้องร่วง  มีข้อควรระวังอย่าหนึ่งคือเม็ดในของเงาะ มีพิษ แม้ว่าจะเอาไปคั่วจนสุกแล้ว แต่ถ้ากินมากเกินไปจะมีอาการปวดท้อง เวียนศรีษะมีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน ดังนั้นเม็ดเราไม่ควรจะรับประทา
    องุ่น
    เป็นผลไม้ที่มีรสชาติดี ทั้งรสหวาน เปรี้ยว มีขายทั่วไป ปลูกกันมากกว่า 5000 ปี สามารถเจริญเติบโตได้ดีทั้งในเขตหนาว เขตกึ่งร้อนกึ่งหนาว และเขตร้อน

    ประโยชน์ต่อสุขภาพ

        องุ่น เป็นอาหารบำรุงร่างกายอีกชนิดหนึ่ง นอกจากจะมีคุณค่าทางอาหาร ยังมีสรรพคุณทางยาที่ดีหลายชนิด สารอาหารที่สำคัญ คือน้ำตาล และสารอาหารจำพวกกรดอินทรีย์อีกประมาณ 7-8 ชนิด น้ำตาลกลูโคส น้ำตาลซูโคส วิตามินซี นอกจากนี้ยังมีเหล็ก และแคล   เซี่ยมองุ่นยังสามารถนำไปทำเหล้าองุ่น ซึ่งเป็นเหล้าบำรุง ส่วนเครือและราก ใช้เป็นยาขับลม ขับปัสสาวะ รักษาโรคไขข้ออักเสบ ปวดเอ็นกระดูก และมีฤทธิ์ระงับประสาท แก้ปวด แก้อาเจียนอีกด้วย
        การรับประทานองุ่นเป็นประจำ จะมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง บำรุงหัวใจ แก้กระหาย ขับปัสสาวะ บำรุงกำลัง คนที่ร่างกายผอมแห้ง แรงน้อย แก่ก่อนวัย ไม่มีเรี่ยวแรง ถ้ารับประทานองุ่นเป็นประจำ จะช่วยเสริมทำให้ร่างกายค่อยๆแข็งแรงขึ้นได้
    สตอร์เบอร์รี
    เป็นผลไม้ที่มีอานุภาพสูงมากในการต้านอนุมูลอิสระ (ต้นเหตุแห่งความแก่) แถมยังอุดมไปด้วยวิตามินซี, เอ, ฟอสฟอรัส และแคลเซียม จึงช่วยป้องกันโรคได้สารพัด ทั้งการเกิดมะเร็ง, โรคหลอดเลือดอุดตัน, โรคหวัด และโรคภูมิแพ้ ผลการศึกษาทาง การแพทย์ ยังพบว่า เมื่อเทียบน้ำหนักที่เท่ากันกับผลไม้ชนิดอื่นๆ “สตรอเบอร์รี่” มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระได้สูงกว่า “ส้ม” ถึงหนึ่งเท่าครึ่ง, สูงกว่า “องุ่นแดง” สองเท่า, สูงกว่า “กีวี” สามเท่า, สูงกว่า “กล้วยหอม” กับ “มะเขือเทศ” เจ็ดเท่า และสูงกว่า “ลูกแพร” ถึงสิบห้าเท่า
    มะพร้าว
  • ในผลมะพร้าวอ่อนจะมีน้ำอยู่ภายใน เรียกว่าน้ำมะพร้าว ใช้เป็นเครื่องดื่มเกลือแร่ได้ เนื่องจากอุดมไปด้วยโพแทสเซียมนอกจากนี้น้ำมะพร้าวยังมีคุณสมบัติปลอดเชื้อโรค และเป็นสารละลายไอโซโทนิก(สารละลายที่มีความเข้มข้นเท่ากับภายในเซลล์ ซึ่งไม่ทำให้เซลล์เสียรูปทรง) ซึ่งด้วยเหตุนี้จึงสามารถนำน้ำมะพร้าวไปใช้ฉีดเข้าหลอดเลือดเวน(หลอดเลือดดำ) ในผู้ป่วยที่มีอาการขาดน้ำหรือปริมาณเลือดลดผิดปกติได้
  • น้ำมะพร้าวสามารถนำไปทำวุ้นมะพร้าวได้ โดยการเจือกรดอ่อนเล็กน้อยลงในน้ำมะพร้าว
  • เนื้อในของมะพร้าวแก่ นำไปทำกะทิได้ โดยการขูดเนื้อในเป็นเศษเล็ก ๆ แล้วบีบเอาน้ำกะทิออก
  • กากที่เหลือจากการคั้นกะทิ ยังสามารถนำไปทำเป็นอาหารสัตว์ได้
  • ยอดอ่อนของมะพร้าว หรือเรียกอีกชื่อว่า หัวใจมะพร้าว (coconut’s heart) สามารถนำไปใช้ทำอาหารได้ ซึ่งยอดอ่อนมีราคาแพงมาก เพราะการเก็บยอดอ่อนทำให้ต้นมะพร้าวตาย ด้วยเหตุนี้จึงมักเรียกยำยอดอ่อนมะพร้าวว่า 'สลัดเจ้าสัว' (millionaire's salad)
  • ใยมะพร้าว นำไปใช้ยัดฟูก ทำเสื่อ หรือนำไปใช้ในการเกษตร
  • น้ำมันมะพร้าว ได้จากการบีบหรือต้มกากมะพร้าวบด นำไปใช้ในการปรุงอาหารหรือนำไปทำเครื่องสำอางก็ได้ และในปัจจุบันยังมีการผลิตไบโอดีเซลจากน้ำมันมะพร้าวอีกด้วย
  • กะลามะพร้าว นำไปใช้ทำสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ เช่น กระบวย โคมไฟ กระดุม ซออู้ ฯลฯ
  • ก้านใบ หรือทางมะพร้าว ใช้ทำไม้กวาดทางมะพร้าว
  • จั่นมะพร้าว(ช่อดอกมะพร้าว)ให้น้ำตาล
  • ลำไย
    ใบ ใช้ต้มน้ำกินแก้โรคมาเลเรีย ริดสีดวงทวาร ไข้หวัด
    ดอก ใช้แก้หนองต่างๆ
    เนื้อลำไย เป็นยาบำรุงในคนที่เป็นโรคประสาทอ่อนๆ นอนไม่หลับ รับประทางขนาด 10-15 กรัม บำรุงม้าม บำรุงหัวใจ
    เมล็ด ตากแห้งบดเป็นผงใช้ทาภายนอก แก้กลากเกลื้อน แผลฝีหนอง คนจีนใช้สระ ผม เนื่องจากมีสารซาโนนินใช้ห้ามเลือดเนื่องจากมีรสฝาด
    รากสด ต้มกับน้ำตาลกรวด ดื่มแต่น้ำ แก้ช้ำในพลัดตกหกล้ม
    รากแห้ง ต้มกับน้ำ แก้อาการวิงเวียนศรีษะ อ่อนเพลีย แก้อาการตกขาว ขับพยาธิ เส้นด้าย
    ลิ้นจี่
    ลิ้นจี่ ... ผลไม้ที่อุดมไปด้วยคาร์โบไฮเดรต และโปรตีน มีสรรพคุณเป็นยาช่วยย่อยอาหาร บำรุงอวัยวะภายในต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นม้าม หรือระบบประสาท นอกจากนี้ ลิ้นจี่ยังช่วยในการบรรเทาอาการ กระหายน้ำได้ และ หากนำเนื้อลิ้นจี่ตากแห้งมาต้มกินเป็นประจำ ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวด อันเนื่องมาจากโรคไส้เลื่อน หรือลูกอัณฑะบวม และยังช่วยรักษาโรคโลหิตจาง ได้อีกด้วยเกร็ดเล็ก ... น่ารู้ สำหรับผู้มีอาการของท้องร่วงเรื้อรัง ... ให้นำเนื้อลิ้นจี่มาต้มรวมกับเนื้อพุทรา แล้วนำมากินกับน้ำ จะช่วยบรรเทาอาการท้องร่วงเรื้อรังได้ได้เป็นอย่างดี
    มะเฟือง
    มะเฟือง เป็นผลไม้ที่มีรส เหมือนลูกพลัม สับปะรด มะนาว รวมกัน เวลาหั่นออกมาก็จะมีลักษณะเหมือนดาว มะเฟืองนับเป็นผลไม้ที่มีคุณค่าไม่น้อย โดยในเนื้อแท้ของผลไม้ชนิดนี้จะประกอบไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย

    นักโภชนาศาสตร์ได้วิเคราะห์คุณค่าทางอาหารของมะเฟืองแล้วพบว่า อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันเส้นใย แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็กและพลังงาน ในปริมาณไม่น้อยเลย

    ดังนั้นคุณค่าของมะเฟืองตามสารอาหารที่พบแล้วก็จะเห็นว่ามะเฟืองหนึ่งผลนั้นสามารถที่จะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงควบคุมการเต้นของหัวใจให้สม่ำเสมอ ควบคุมกล้ามเนื้อ ช่วยให้เลือดแข็งตัวง่าย กล่อมประสาทช่วยระงับความฟุ้งซ่าน จึงช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นในผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนไม่หลับ

    ส่วนน้ำมะเฟืองคั้นนั้น ตำรายาโบราณกล่าวว่ามีสรรพคุณในการแก้ร้อนใน ดับกระหาย ลดความร้อนภายในร่างกายถอนพิษก็ได้ เป็นยาขับเสมหะ ป้องกันโรคโลหิตจาง โรคเลือดออกตามไรฟัน รวมทั้งยังช่วยขับปัสสาวะ และบรรเทาอาการนิ่วในทางเดินปัสสาวะได้อีกด้วย
    มะไฟ
    ประโยชน์ของมะไฟ 
    ราก รากมะไฟมีรสจืด จึงมีสรรพคุณ โดยนำรากมาต้มดื่มแก้ฝีภายในร่างกาย หรือสุมเป็นถ่านนำมาปรุงยาดับพิษร้อน ฝนทาแก้พิษฝี ผุพอง หรือนำรากมะไฟมาเผากินเป็นยาถอนพิษ ทาแก้บวม แก้อักเสบ หรือนำรากมาใช้ปรุงเป็นยาสมุนไพร แก้พิษ ตานซาง วัณโรค ฯลฯ
    ลูกหรือผลมะไฟ ใช้รับประทาน เป็นผลไม้ และเนื่องจากมีรสเปรี้ยว จึงมีสรรพคุณ ใช้ขับเสมหะ แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้น้ำลายเหนียว
    เนื้อไม้มะไฟ ใช้ทำเป็นเครื่องเรือนเครื่องใช้ต่างๆ ข้อมูลจากภูมิปัญญาไทย 
    ส่วนของลำต้น เปลือก ใช้ทำเป็นยาทาภายนอก แก้โรคผิวหนัง
    กีวี
    ผลกีวี ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินเอ เกลือแร่โปตัสเซียม

    แมกนีเซียม และเส้นใยอาหาร นอกจากนี้ยังมีสารต้านอนุมูลอิสระ

    อีกหลายชนิดที่ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งด้วย

    แก้วมังกร

    แก้วมังกรมี 2 ชนิดคือ สีขาวกับสีแดง สีแดงจะมีรสหวานกว่า ส่วนรสหวานของแก้วมังกรสีขาวเป็นหวานอ่อนๆ ที่ไม่มีพิษภัย จะมีก็แต่คนคิดรสหวานที่อาจติว่าจืดชืดไปหน่อย ถ้าใครไม่ชอบก็ขอบอกว่า คุณได้พลาดผลไม้ที่มีประโยชน์สุด ๆ ต่อสุขภาพและความงามไปอย่างน่าเสียดาย
    ความโดดเด่นที่ทำให้สาว ๆ หลายคนชอบกินผลไม้ชนิดนี้ก็เนื่องจากเป็นผลไม้ที่สามารถกินกันได้โดยไม่ต้องห่วงเรื่องไขมันและความหวานที่กลายไปเป็นไขมันสะสมในภายหลัง แถมยังกินอิ่มท้องจนทดแทนอาหารเย็น เป็นผลไม้ที่ใช้ช่วยลดน้ำหนักได้สบาย ๆ ทีเดียว 
    คุณค่าอาหารที่ซุกซ่อนอยู่ในแก้วมังกรก็มีทั้งแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามิน บี 1 บี 2 บี 3 แต่ที่เยอะมากสุดก็คือวิตามินซี จึงช่วยทั้งในเรื่องการบำรุงผิวพรรณ กระดูกและฟันแข็งแรง รวมทั้งช่วยในเรื่องของสายตาได้ด้วย
    วิธีทาน ก็ง่าย ๆ แค่ผ่าครึ่งลอกเปลือก หรือใช้ช้อนตักเข้าปากเลยก็ได้ หรือจะนำไปทำเป็นเครื่องดื่ม ใส่สลัด เสิร์ฟคู่ไอศกรีม หรือขนมหวาน แก้วมังกรก็สามารถแทรกรสชาติไปกับทุกอย่างได้กลมกลืนและกลมกล่อม

    มะปราง

    ประโยชน์ : ผลสุก มีกรดอินทรีย์หลายชนิด มีน้ำตาล มีวิตามินซีและวิตามินเอสูง ธาตุฟอสฟอรัส แคลเซียม และอื่น ๆ ผลดิบ มีกรดอินทรีย์และวิตามินซีสูงกว่าผลสุก มีธาตุแคลเซียม ฟอสฟอรัส และอื่น ๆ  ประโยชน์ทางยา รากใช้เป็นยาถอนพิษไข้ และถอนพิษผิดสำแดง ใบ ตอพอกแก้ปวดศีรษะลูก มีรสเปรี้ยวอม หวาน แก้เสมหะ กัดเสมหะในคอ แก้เสลดทางวัว แก้น้ำลายเหนียว และฟอกโลหิต

    ชมพู่

    ชมพู่มีส่วนที่ใช้เป็นยา รสและสรรพคุณยาไทยเอาเนื้อของชมพู่มาทำเป็นยาบำรุงกำลัง ทำให้เกิดความสดชื่นหอม โดยการเอาเนื้อชมพู่แห้งมาบดหรือรับประทานสดก็ได้จะเกิดความสดชื่นขึ้นมาทันทีสามารถนำมาบำรุงหัวใจได้มาก เพราะชมพู่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ

    มะเดื่อ

    มะเดื่อชนิดนี้มักรับประทานผลสดในขณะยังอ่อนอยู่ ซึ่งผลอ่อนมี 2 แบบ คือ แบบผลสีเขียว และผลสีน้ำตาล ชาวบ้านกล่าวว่าสามารถรับประทานเป็นอาหารได้ทั้ง 2 แบบ แต่แบบสีเขียวจะมีรสชาติดีกว่า โดยจะใช้ผลสดๆ ล้างให้สะอาด กินแกล้มแกงหรือน้ำพริก รสชาติมันและกรุบกรอบ ช่วยลดความเผ็ดลงได้ หรือนำไปต้มให้สุกก่อน จึงหั่นเป็นชิ้นๆ ใส่ในแกงเนื้อสัตว์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อไก่ เนื้อแพะหรือเนื้อวัว รสชาติของผลมะเดื่อหลังปรุงเสร็จแล้วจะคล้ายกับมันเทศ และนอกจากนี้ยังอาจใช้ทำเป็นของหวาน โดยต้มให้นุ่มแล้วหั่นก่อนที่จะคลุกกับมะพร้าวขูดและน้ำตาล ส่วนผลสุกนั้นมีสีสันน่ารับประทานไม่น้อยแต่กลับพบว่าไม่นิยมนำมาบริโภค อาจเป็นเพราะรสชาติจืดชืดและไม่อร่อย นอกจากนี้ชาวบ้านยังใช้เป็นยาพื้นบ้าน โดยนำผลอ่อนสดๆ มารับประทานคราวละ 2-3 ผล เพื่อใช้รักษาโรคท้องร่วง เพราะมีรสชาติฝาดและเย็น

     
    มะยม
    ราก รสจืด สรรพคุณแก้โรคผิวหนัง แก้ผดผื่นคัน ช่วยซับน้ำเหลืองให้แห้ง แก้ประดง ดับพิษเสมหะ โลหิต
    เปลือกต้น รสจืด สรรพคุณแก้ไข้ทับระดู ระดูทับไข้ แก้เม็ดผดผื่นคัน
    ใบ รสจืดมัน ปรุงเป็นส่วนประกอบของยาเขียว สรรพคุณแก้ไข้ ดับพิษไข้ บำรุงประสาท ต้มร่วมกับใบหมากผู้หมากเมียและใบมะเฟืองอาบแก้ผื่นคัน ไข้หัด เหือด สุกใส
    ดอก ใช้สด ต้มกรองเอาน้ำแก้โรคในตา ชำระน้ำในตา
    ผล รสเปรี้ยวสุขุม กัดเสมหะ แก้ไอ บำรุงโลหิต ระบายท้อง
     
    พุทรา
    การใช้ประโยชน์จากพุทรา พุทรามีประโยชน์หลายด้านได้แก่
         1. ใช้เป็นอาหาร ผลสุกหรือผลแก่จัด ใช้รับประทานเป็นผลไม้ หรือนำพุทรามาเชื่อมเป็นผลไม้เชื่อม หรือนำมาทำน้ำผลไม้ หรือนำผลสุกมาตำทั้งเมล็ด ใช้ทำพุทราแผ่น ฯลฯ เป็นต้น
         2. พุทรามีคุณค่าทาง โภชนาการ ในพุทรามีวิตามินซี น้ำตาล ฟอสฟอรัส และแคลเซียม ไขมัน มิวซิเลจ
    และอื่น ๆ
         3. สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยาของพุทรา 
    • เปลือกต้น,ใบ มีรสฝาดอมเปรี้ยว จึงมีสรรพคุณใช้แก้อาการจุกเสียด แก้ท้องเสีย แก้ท้องร่วง แก้อาเจียน 
    • ผลดิบ มีรสฝาด จึงมีสรรพคุณใช้เป็นยาบำรุง และแก้ไข้ ช่วยระงับอาการคนเป็นโรคประสาทอ่อน ๆ
    • ผลสุก มีรสหวาน ฝาด และเปรี้ยว จึงมีสรรพคุณใช้ขับเสมหะ แก้ไอ และเป็นยาระบาย 
    • ผลแห้งหรือใบ หากนำปิ้งไฟ หรือคั่ว/อบให้แห้งก่อน จึงนำมาใช้ชงน้ำดื่ม จะมีสรรพคุณใช้แก้ไอ
    • ราก ใช้ต้มดื่มเพื่อรักษาหรือแก้ไข้ได้ดี
    • เมล็ด นำเมล็ดพุทรามาเผาไฟ แล้วป่น ใช้ทำยารักษาซางชักของเด็ก หรือตำสุมหัวเด็ก รักษาอาการหวัดคัด จมูก รักษาอาการบวม รักษาพยาธิ ฝี อาการลงท้อง และอาการตกเลือด
    แอปเปิ้ล
    แอปเปิ้ลเป็นผลไม้ที่มีประสิทธิภาพสำหรับการลดน้ำหนักได้อย่างน่าทึ่ง นอกเหนือไปจากวิตามินและเกลือแร่ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แล้วในแอปเปิ้ลหนึ่งผลจะให้พลังงานแก่คุณเพียง 47 แคลลอรี อีกยังมีเอ็นไซม์ที่จะเผาผลาญสารอาหารช่วยทำให้ระบบย่อยและระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้น พร้อมกันนั้นก็อุดมไปด้วยเพกติกสารคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่งซึ่งสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรียร้ายในระบบทางเดินอาหารตัวการที่ทำให้คุณเกิดอาการท้องร่วงและยังสามารถช่วยลดความดันโลหิตและลดคลอเลสเตอรอลที่อุดตันในเส้นเลือดได้เป็นอย่างดี กรดผลไม้ทำให้หายอยากอาหาร เนื่องจากกรดผลไม้ที่มีอยู่ในแอปเปิ้ลสามารถช่วยควบคุมและยับยั้งการหลั่งฮอร์โมนแห่งความอยากอาหาร ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลังจากคุณรับประทานแอปเปิ้ลไปซักผลสองผลคุณจะไม่มีความรู้สึกอยากรับประทานอาหารอื่นใดอีกเลย นอกจากนี้กรดผลไม้ของแอปเปิ้ลยังสามารถช่วยพยุงไม่ให้ระดับของโปรตีนในร่างกายลดต่ำลงและขณะเดียวกันก็ยังช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันถูกดึงมาเก็บสะสมไว้ในร่างกายเพิ่มเติมอีก
    แตงไทย
    ไม่ใช่แค่ของหวานที่แตงไทยเป็น แต่ยังมีสรรพคุณเป็นสมุนไพรไม่ให้อายเพื่อนผลไม้อื่น ๆ ดอกอ่อนของแตงไทยตากแห้งแล้วนำมาต้มกินทำให้อาเจียนเพื่อแก้โรคดีซ่านผลเป็นยาระบายขับปัสสาวะบำรุงธาตุขับน้ำนมขับเหงื่อ บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง บรรเทาอาหารกระเพาะปัสสาวะอักเสบ เมล็ดเป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ แก้ไอ
    ออยล์พูลลิ่ง ภาค1 : แบคทีเรียในช่องปากและวิธีการทำ

     
    ออยล์พูลลิ่ง เป็นวิธีบำบัดของอินเดียที่มีมาเป็นเวลาช้านานแล้ว โดยการอมน้ำมันไว้และเคลื่อนน้ำมันไปให้ทั่วช่องปาก ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที จากนั้นจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อ Dr. F. Karach, M.D., ได้เสนอรายงานต่อที่ประชุมสัมนาบัณฑิตย์ทางด้านวิทยาศาสตร์ในประเทศรัสเซียเมื่อปี 2534-2535 การประชุมมีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องมะเร็ง และแบคทีเรียซึ่ง Dr.Karach ได้อธิบายถึงการบำบัดรักษาโรคที่ยอดเยี่ยมไม่เหมือนใคร ด้วยวิธีง่ายๆ โดยใช้การอมน้ำมัน
     
    ผลลัพธ์ของการบำบัดด้วยวิธีนี้ ทำให้ผู้คนตะลึง ประหลาดใจ เต็มไปด้วยความสงสัยในรายงานของเขาเป็นอันมาก อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้มีการอธิบาย ซักถามกันถึงการรักษา มีการทดสอบ ทดลองใช้ ทดลองทำ พิสูจน์หาความสมเหตุสมผลที่เกิดขึ้น ต่างก็ยิ่งประหลาดใจถึงผลที่ได้รับจากการรักษาอย่างสมบูรณ์ อีกทั้งยังไม่มีอันตรายใดๆด้วย เป็นการรักษาทางด้านชีววิทยาโดยแท้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ที่มีประสิทธิภาพ ช่วยรักษาโรคได้มากมายหลายชนิด 
     
    Dr. Bruce Fife N.D. นักโภชนาการผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเขียนหนังสือไว้หลายเล่มรวมทั้ง Coconut Oil Miracle เป็นอีกผู้หนึ่งที่มีความสงสัยในรายงานดังกล่าว จึงได้ทดลองทำออยล์พูลลิ่งด้วยตนเอง ผลลัพธ์ที่ได้ Dr. Fife ถึงกับออกปากว่า ออยล์พูลลิ่งเป็นการรักษาของแพทย์ทางเลือกที่มีประสิทธิภาพที่สุด แต่สิ่งที่ Dr. Fife สงสัยคือ เหตุใดการอมน้ำมันจึงช่วยรักษาโรคได้ เขาเริ่มศึกษาการทำออยล์พูลลิ่งของ Dr. Karach อย่างจริงจังรวมทั้งศึกษารายงานอีกเป็นร้อยๆชิ้น ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปที่เป็นคำตอบทางวิทยาศาสตร์ซึ่ง Dr. Fife เขียนไว้ในหนังสือชื่อ Oil Pulling Therapy มีใจความบางตอนดังนี้
     
     
    - ในปากของคนเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย
     
    ในปากของเราเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา และโปรโตซัว แต่ส่วนใหญ่เป็นแบคทีเรีย เพราะปากเป็นแหล่งอาศัยที่เหมาะสม มีความร้อน ความชื้น และอุนหภูมิคงที่ ยังมีอาหารอุดมสมบูรณ์จากเศษอาหารที่เรารับประทาน กล่าวกันว่าปริมาณแบคทีเรียในปากของคนคนหนึ่ง มีมากกว่าจำนวนประชาการของคนทั้งโลก แบคทีเรียบางชนิดอาศัยอยู่บนผิวฟัน บางชนิดอยู่ในช่องว่างระหว่างฟันและเหงือก บางชนิดอยู่ที่เพดานปาก และบางชนิดอยู่ที่ใต้ลิ้นและโคนลิ้น การแปรงฟันและการใช้น้ำยาบ้วนปากช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ลงได้แค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่นานก็จะกลับมาแพร่พันธุ์เพิ่มจำนวนขึ้นเช่นเดิม
     
     
    - โรคร้ายทุกชนิดเริ่มต้นที่ปาก
     
    อาจฟังดูเหลือเชื่อ แต่หากไม่นับโรคทางพันธุกรรม โรคทางอารมณ์ หรือโรคจากการบาดเจ็บต่างๆ โรคร้ายเกือบทุกชนิด รวมทั้งการเจ็บป่วยเรื้อรังต่างๆล้วนเริ่มต้นที่ปาก เนื่องจากปากเป็นประตูเข้าสู่ร่างกาย การรับประทานอาหารไม่ถูกต้องหรืออาหารที่มีพิษ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ยิ่งกว่านั้นในปากและลำใส้ยังเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียนับพันล้านตัว บางชนิดเป็นอันตราย บางชนิดไม่ และบางชนิดเป็นประโยชน์ ถ้าแบคทีเรียเหล่านี้สามารถเข้าสู่กระแสเลือด แม้แต่แบคทีเรียชนิดที่ไม่เป็นอันตรายก็สามารถทำให้เราถึงแก่ความตายได้ หากในปากของเรามีแผล หรือมีการอักเสบของเหงือกหรือเนื้อเยื่อ จะทำให้แบคทีเรียสามารถเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยง่าย เป็นสาเหตุของการเกิดโรคหลายชนิดตั้งแต่โรคไขข้ออักเสบไปจนถึงโรคหัวใจ
     
     
    - ออยล์พูลลิ่งทำงานอย่างไร?
     
    ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดที่ทำได้ง่ายที่สุดแต่ก็มีประสิทธิภาพมากที่สุดในบรรดาการรักษาทางธรรมชาติด้วยเช่นกัน สำหรับหลายๆคนมีความรู้สึกว่า แค่การอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปาก ไม่น่าจะช่วยรักษาโรคได้ อันที่จริงออยล์พูลลิ่งไม่ได้รักษาโรค แต่มันช่วยขจัดแบคทีเรียที่เป็นสาเหตุของโรคหรือเป็นตัวการปล่อยสารพิษให้หมดไป เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสได้ฟื้นฟู
     
    ออยล์พูลลิ่งเป็นกระบวนการทางชีววิทยาล้วนๆ แบคทีเรียในช่องปากที่ก่อให้เกิดโรคร้ายหรือปล่อยสารพิษแก่ร่างกายนั้น แต่ละเซลล์ของมันจะปกคลุมด้วยน้ำมันหรือเนื้อเยื่อที่เป็นไขมันซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาของผิวเซลล์ (เซลล์ของคนเราก็ล้อมรอบด้วยส่วนผสมของไขมันเช่นเดียวกัน) เมื่อคุณเทน้ำมันลงในน้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำกับน้ำมันจะแยกกันอยู่ไม่ยอมผสมรวมกัน แต่ถ้าคุณเทน้ำมันสองชนิดเข้าด้วยกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ น้ำมันทั้งสองจะผสมรวมและดึงดูดซึ่งกันและกัน นี่คือความลับของออยล์พูลลิ่ง
     
    เมื่อคุณใส่น้ำมันลงในปาก เนื้อเยื่อที่เป็นน้ำมันหรือไขมันของแบคทีเรียจะถูกน้ำมันดูดไว้ ขณะคุณเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปาก แบคทีเรียที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยแยกของเหงือกและฟันหรือตามซอกของฟัน จะถูกดูดออกจากที่ซ่อนและติดแน่นอยูในส่วนผสมของน้ำมัน ยิ่งนานยิ่งมาก หลังจากผ่านไป 20 นาที ส่วนผสมของน้ำมันจะเต็มไปด้วยแบคทีเรีย ไวรัส ฯลฯ คุณจึงควรบ้วนทิ้งไปมากกว่าที่จะกลืนมัน
     
    เศษอาหารที่ติดอยู่ตามซอกฟันซึ่งเป็นอาหารของแบคทีเรียจะถูกดูดออกด้วยเช่นกัน สิ่งที่ไม่ใช่น้ำมัน (water based) จะถูกดูดออกด้วยน้ำลาย น้ำลายยังช่วยลดกรดที่เกิดจากแบคทีเรีย
     
    เมื่อแบคทีเรียรวมทั้งพิษร้ายที่เกิดจากแบคทีเรียถูกดูดออกไป จึงเป็นโอกาสดีที่ร่างกายได้ทำการฟื้นฟู การอักเสบทั้งหลายหมดไป กระแสเลือดเป็นปกติ เนื้อเยื่อที่เสียหายได้รับการซ่อมแซม การมีสุขภาพดีจึงกลับมาในที่สุด
     
     
    - น้ำมันชนิดใดเหมาะจะใช้ทำออยล์พูลลิ่ง?
     
    ตามตำราโบราณของอินเดียแนะนำให้ใช้น้ำมันดอกทานตะวันหรือน้ำมันงา เนื่องจากเป็นน้ำมันที่หาได้ทั่วไปในอินเดียขณะนั้น Dr. Fife กล่าวว่า น้ำมันชนิดใดก็สามารถใช้ทำออยล์พูลลิ่งได้ แต่โดยส่วนตัวแล้วชอบน้ำมันมะพร้าว เนื่องจากต้องการใช้น้ำมันที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันงา หรือน้ำมันพืชชนิดใดๆ (กรดลอริคในน้ำมันมะพร้าวเมื่อถูกกับเอนไซม์ในน้ำลายจะแตกตัวเป็นโมโนกลีเซอไรด์ชื่อว่า โมโนลอริน ซึ่งมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรค) เหตุผลอีกประการหนึ่ง ชอบที่น้ำมันมะพร้าวมีรสชาตินุ่มนวล น้ำมันบริสุทธิ์ชนิดอื่นๆเช่นน้ำมันมะกอกและน้ำมันงามีกลิ่นรสรุนแรง น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นที่ได้รับการผลิตอย่างมีคุณภาพจะ มีความสะอาดถูกอนามัย แถมยังมีกลิ่นและรสชาติน่าพอใจอีกด้วย
     
     
    - วิธีการทำออยล์พูลลิ่ง
     
    *
    ทำขณะที่ท้องว่าง จะดื่มน้ำก่อนหรือไม่ก็ได้
    *
    ใช้น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นประมาณ 2-3 ช้อนชา อมไว้ในปาก
    *
    ค่อยๆ ดูด ดัน และดึง ให้น้ำมันไหลผ่านฟันและเหงือก
    *
    น้ำมันจะเปลี่ยนเป็นขุ่นหรือมีสีเหลือง
    *
    เคลื่อนน้ำมันไปทั่วๆปากอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 15-20 นาที
    *
    จากนั้นให้บ้วนน้ำมันทิ้งไป
    *
    บ้วนปากด้วยน้ำสะอาด ตามด้วยการดื่มน้ำ
    *
    ทำอย่างนี้วันละครั้งเป็นอย่างน้อย
     
     
    - โรคที่ได้รับรายงานว่าตอบสนองต่อการทำออยล์พูลลิ่ง
     
    ผลของการทำออยล์พูลลิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ สุขภาพในช่องปากดีขึ้น ฟันขาวขึ้น แน่นขึ้นไม่โยกคลอน เหงือกเป็นสีชมพูแลดูมีสุขภาพ ลมหายใจสดชื่น นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าออยล์พูลลิ่งจะช่วยเยียวยาความเจ็บไข้หรืออาการป่วยเรื้อรังได้อีกหลายชนิด ต่อไปเป็นชื่อของโรคหรืออาการเจ็บป่วยที่มีผู้รายงานเข้ามาว่ามีการตอบสนองที่ดีกับออยล์พูลลิ่ง: สิว ภูมิแพ้ รังแค ไซนัส ปวดหัวไมเกรน น้ำมูกมาก หืด หลอดลมอักเสบ ผิวหนังอักเสบ เรื้อนกวาง ปวดหลังปวดคอ ข้ออักเสบ กลิ่นปาก ฟันผุ ฟันเป็นหนอง เลือดออกตามไรฟัน โรคเหงือก ท้องผูก แผลในกระเพาะ ลำไส้ ลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร นอนไม่หลับ อ่อนเพลียเรื้อรัง เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับประจำเดือน
     
    ส่วนอาการหรือโรคที่การศึกษาทางการแพทย์พบว่าเกี่ยวข้องกับสุขภาพในช่องปากโดยตรงและอาจมีผลตอบสนองกับการทำออยล์พูลลิ่งได้แก่ ปัสสาวะเป็นกรด ปอดอักเสบ(ARDS) ถุงลมโป่งพอง การอุดตันของเส้นเลือดและเส้นเลือดในสมอง ผลเลือดผิดปกติ ฝีในสมอง มะเร็ง เกาท์ ถุงน้ำดี หัวใจ น้ำตาลในเลือดสูง แท้งบุตร ไต ตับ ความผิดปกติของระบบประสาท กระดูกพรุน ปอดบวม ทารกคลอดก่อนกำหนดน้ำหนักตัวน้อย แพ้สารพิษ และโรคติดเชื้ออื่นๆอีกหลายชนิด
     
     
    - ช่วงเวลาที่เหมาะจะทำออยล์พูลลิ่ง
      ปริมาณของแบคทีเรียในช่องปากมีการเปลี่ยนแปลงในระหว่างวัน การรับประทานทำให้แบคทีเรียบางส่วนผสมกับอาหารและน้ำลายในที่สุดถูกกลืนลงไป ปริมาณแบคทีเรียมีมากสุดในตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร การแปรงฟันช่วยลดปริมาณแบคทีเรียได้ไม่มากเนื่องจากฟันมีพื้นที่แค่ 10% ของช่องปาก ก่อนอาหารกลางวันปริมาณแบคทีเรียจะเพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตอนก่อนอาหารเช้า และลดลงมากที่สุดภายหลังรับประทานอาหารเย็น เมื่อคุณหลับแบคทีเรียมีโอกาสกลับมาเพิ่มจำนวนขึ้นใหม่โดยไม่มีสิ่งใดมารบกวน การทำออยล์พูลลิ่งจึงควรทำเป็นสิ่งแรกในตอนเช้า ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่แบคทีเรียในช่องปากมีปริมาณมากที่สุด.

    ออยล์พูลลิ่ง ภาค2 : ความเสียหายของเหงือกและฟัน
     
    นอกจากแบคทีเรียในช่องปากจะทำให้ร่างกายเกิดโรคร้ายต่างๆแล้ว ยังส่งผลเสียต่อสุขอนามัยในช่องปากโดยตรง ส่วนใหญ่กับฟันและเหงือก ผลโดยตรงของแบ็คทีเรียต่อสุขอนามัยในช่องปากมีดังนี้
     
    กลิ่นปาก คนประมาณ 20% มีกลิ่นปาก กลิ่นปากต่างจากกลิ่นเหม็นของอาหารที่รับประทานเข้าไปตรงที่คงอยู่อย่างถาวร เกิดจากแบคทีเรียหลายชนิดที่อาศัยอยู่บริเวณโคนลิ้นด้านบน ซึ่งจะตรวจไม่พบในคนที่ไม่มีกลิ่นปาก การทำออยล์พูลลิ่งเป็นประจำช่วยลดปริมาณแบคทีเรียเหล่านี้ได้และช่วยกำจัดกลิ่นปากอย่างได้ผล (กลิ่นปากอาจเป็นสัญญาณของโรคฟันผุหรือโรคเหงือก)
     
    ฟันผุ เกิดจากกรดที่ผลิตโดยแบคทีเรียชนิดที่กินน้ำตาลเป็นอาหาร การรับประทานอาหารจำพวกขนมหวานหรืออาหารจำพวกแป้ง (สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเมื่อถูกกับเอนไซม์ในน้ำลาย) ช่วยเพิ่มอาหารให้กับแบคทีเรียชนิดนี้ ซึ่งช่วยเพิ่มความเป็นกรด และแน่นอน ช่วยเพิ่มฟันผุ
     
    ฟันผุเริ่มต้นที่ชั้นแข็งรอบนอกผิวฟันที่เรียกว่าอีนาเมล หากลุกลามไปถึงชั้นในซึ่งอ่อนกว่าที่เรียกว่าเดนติน จะทำให้เกิดอาการเสียวฟัน และถ้าปล่อยไว้ไม่รักษาจนลุกลามเข้าไปถึงชั้นประสาทฟัน จะทำให้ปวดทรมาน ถึงขั้นนี้แพทย์ได้แต่ทำการรักษารากฟันหรือถอนฟันออกเท่านั้น การทำออยล์พูลลิ่งเป็นประจำจะช่วยลดปริมาณแบคที่เรียที่ทำให้เกิดกรดเหล่านี้ ซึ่งสามารถยับยั้งและช่วยป้องกันฟันผุได้
     
    พลั๊ค เกิดจากเมือก เศษอาหาร แบคทีเรียและจุลินทรีย์อื่นๆรวมทั้งผลิตผลของมัน ทั้งหมดรวมตัวกันเป็นครีมเหนียวสีเหลือง เกาะอยู่รอบๆฟัน พลั๊คต่างจากหินปูนตรงที่มีความนิ่ม สามารถนำออกได้ง่ายด้วยการแปรงฟัน หากปล่อยไว้จะทำให้เกิดคราบหินปูนและโรคเหงือก การทำออยล์พูลลิ่งช่วยลดสาเหตุที่ทำให้เกิดพลั๊ค และช่วยกำจัดพลั๊คในส่วนที่การแปรงฟันทำได้ไม่ทั่วถึงเช่นบริเวณซอกฟันและด้านหลังของฟัน
     
    คราบหินปูน เป็นแร่ที่สะสมอยู่ที่ฟัน ต้นกำเนิดของคราบหินปูนคือพลั๊คที่แข็งตัวเป็นแร่เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ คราบหินปูนนี้จะแข็งตัวติดแน่นกับฟัน ซึ่งไม่สามารถนำออกได้ด้วยการแปรงฟัน ต้องใช้เครื่องมือของแพทย์ทำการขูดออก คราบหินปูนสามารถเกิดกับฟันได้ทั้งบริเวณที่อยู่สูงกว่าหรืออยู่ภายใต้เหงือก แบคทีเรียที่เป็นสาเหตุให้เกิดพลั๊คและที่เกาะอยู่ตามคราบหินปูน สามารถทำให้เหงือกเกิดการอักเสบหรือทำให้เกิดโรคปริทนต์ การทำออยล์พูลลิ่งเป็นประจำจะช่วยลดสาเหตุของการเกิดคราบหินปูน
     
    เหงือกอักเสบ เป็นอาการเริ่มต้นของโรคเหงือก ทำให้เหงือกมีอาการบวมแดงและมีเลือดออกขณะแปรงฟัน เกิดจากแบคทีเรียที่ทำให้เกิดพลั๊กและสารพิษที่เกิดจากแบคทีเรียไปรบกวนเหงือก ปกติจะไม่เจ็บปวดแม้จะมองเห็นได้ง่าย คนส่วนมากจึงไม่รู้ว่าตัวเองเป็นโรคเหงือกอักเสบ หากปล่อยไว้จะนำไปสู่การเป็นโรคปริทนต์
     
    โรคปริทนต์ หรือเหงือกอักเสบเรื้อรัง เป็นอาการที่รุนแรงเกินกว่าขั้นของโรคเหงือกอักเสบ แบ็คทีเรียและสารพิษจากแบคทีเรียทำให้เหงือกเกิดการติดเชื้อ บวม นิ่ม และอ้าออกจากฟัน แบคทีเรียและพลั๊กจึงขยายไปเติบโตอยู่ในส่วนที่อยู่ภายใต้เหงือก สารพิษจากแบคทีเรียและเอนไซม์ที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อต่อต้านเริ่มทำอันตรายต่อกระดูกและเนื้อเยื่อที่รองรับฟัน ทำให้ฟันโยกและอาจต้องถอนออก
     
    อาการของโรคปริทนต์คือ เหงือกบวม แดง นิ่ม หรือมีเลือดออก เหงือกร่น ฟันโยก ปวดเมื่อเคี้ยวอาหาร หรือมีอาการเสียวฟัน มีกลิ่นปากแบบถาวร ส่วนใหญ่มีฟันผุร่วมด้วย การทำออยล์พูลลิ่งเป็นประจำนอกจากจะป้องกันการเกิดโรคปริทนต์แล้ว ประโยชน์ของการทำออยล์พูลลิ่งในระยะนี้คือ ช่วยลดแบคทีเรียและพลั๊กที่เป็นสาเหตุของเหงือกอักเสบ ลดการอักเสบของเหงือก ช่วยทำให้ร่างกายมีโอกาสได้ทำการฟื้นฟู
     
    รากฟันเป็นหนอง เกิดจากการคั่งของหนองจากการสลายของเนื้อเยื่ออันมีสาเหตุมาจากฟันผุ โดยการโจมตีของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ในส่วนของเนื้อเยื่อชั้นประสาทฟัน ส่วนใหญ่เกิดจากฟันผุที่ไม่ได้รับการรักษา ฟันที่แตก การลุกลามของโรคปริทนต์ หรือแม้แต่การรักษารากฟันที่ไม่ถูกต้องก็สามารถทำให้รากฟันเป็นหนองได้
     
    รากฟันเป็นหนองสามารถเกิดได้ทั้งแบบเรื้อรังและแบบเฉียบพลัน ขึ้นอยู่กับความเร็วที่โรคก่อตัวและการป้องกันของร่างกายว่าได้ผลเพียงไร แบบเฉียบพลันสามารถทำให้มีอาการปวด บวม และมีไข้ แบบเรื้อรังอาจไม่มีอาการปวด ทำให้ผู้ที่เป็นไม่รู้ตัวแม้จะลุกลามไปถึงกระดูกขากรรไกร การละเลยหรือการรักษาที่ล้มเหลวอาจทำให้เกิดการติดเชื้ออย่างรุนแรง ซึ่งสามารลุกลามไปยังเนื้อเยื่อที่อยู่รอบๆ และอาจลุกลามไปถึงกระดูกขากรรไกร การติดเชื้ออย่างรุนแรงอาจทำให้แบคทีเรียจำนวนมากเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิต
     
     
    คำอธิบายภาพ
    แบคทีเรียในช่องปากสามารถเข้าสู่กระแสโลหิตได้ 3 ทางคือทางปอดจากกการติดเชื้อของถุงลม ทางลำไส้จากการเกิดปัญหาของลำไส้ และทางแผลจากฟันที่ผุ เมื่อเม็ดเลือดขาวจับกินผู้บุกรุกในกระแสเลือดและเซลล์ที่ติดเชื้อมากเข้าๆ จะทำให้เกิดพลั้คขึ้นในหลอดเลือดทำให้เส้นเลือดเกิดการตีบตัน และเมื่อพลั้คนี้สามารถหลุดรอดเข้าสู่กระแสโลหิตจะทำให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการหัวใจวาย
     
    ตารางเปรียบเทียบการลดลงของคราบหินปูนและการอักเสบของเหงือกจากการรักษาด้วยวิธีต่างๆ
    วิธีรักษา
    คราบหินปูน
    เหงือกอักเสบ
    การแปรงฟัน
    11-27%
    8-23%
    ใช้น้ำยาบ้วนปาก
    20-26%
    13%
    ออยล์พูลลิ่ง
    18-30%
    52-60%
     
     
    ข้อเท็จจริงที่ควรรู้
     
    -
    โรคเหงือกมีความสำคัญเพราะสามารถส่งผลกระทบได้ทั่วทุกส่วนของร่างกาย
    -
    ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบมีโอกาสตายจากโรคหัวใจมากกว่าคนที่ไม่เป็นถึง 2 เท่า
    -
    มีโอกาสตายจากโรคเส้นเลือดในสมองอุดตันได้มากกว่าถึง 3 เท่า
    -
    ในหญิงมีครรภ์ โอกาสที่ทารกจะคลอดก่อนกำหนดมีมากกว่าถึง 4 เท่า
    -
    และมีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ (โรคปอดเรื้อรัง) ได้มากกว่าถึง 1.5 เท่า
    -
    ผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบรุนแรงแม้จะมีคอเลสเตอรอลต่ำ มีโอกาสตายได้มากกว่าผู้มีการอักเสบไม่รุนแรงที่มีคอเลสเตอรอลสูง งานวิจัยบางชิ้นถึงกับชี้ว่าการมีฟันผุ โรคเหงือก และการสูญเสียฟัน เป็นตัวชี้ถึงปัญหาของการเป็นโรคหัวใจได้มากกว่าการมีคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูงเสียอีก
    -
    การตรวจเลือดหา CPR สามารถบอกถึงระดับของความอักเสบ
    -
    การอักเสบเป็นกระบวนการป้องกันตนเองของร่างกาย แต่ถ้าหากเกินความควบคุมจะนำไปสู่การเป็นโรคหัวใจ มะเร็งลำไส้ อัลไซเมอร์ และโรคอื่นๆ แบคทีเรียกว่า 200-300 ชนิดที่อาศัยอยู่ที่พลั๊กจะทำลายสมดุลของสภาวะแวดล้อมซึ่งจะกระจายไปได้ทั่วร่างกาย
     
    สิ่งที่ควรกระทำ
     
    -
    พบทันตแพทย์เป็นประจำเพื่อขูดหินปูนและตรวจสอบสุขอนามัยในช่องปาก
    -
    เมื่ออยู่ที่บ้านทำความสะอาดช่องปากเป็นประจำนอกเหนือจากการแปรงฟันด้วยการบ้วนปากด้วยสมุนไพรหรืออมน้ำมัน (ออยล์พูลลิ่ง)
    -
    เลือกรับประทานอาหารที่เหมาะสม ลดของหวาน กาแฟ น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ เพิ่มอาหารจำพวกออร์แกนนิคเช่น โยเกิร์ต (ไม่ใส่น้ำตาล) น้ำมะนาว ผักสดหรือผักที่ปรุงด้วยอุณหภูมิต่ำ
    -
    อาจเสริมด้วยวิตะมิน แร่ธาตุ สารแอนตีออกซิแดนท์โดยเฉพาะ coQ10 (100 มก./วัน) หรืออย่างอื่นเช่นกลูตาไทโอนโปรไบโอติค และเอนไซม์ช่วยย่อย ฯลฯ
     
    สุดยอดอาหารต้านโรค น้ำมันมะพร้าว+กระเทียม
     
    คือการนำน้ำมันมะพร้าวแบบสกัดเย็น (COLD PRESS) มาทานรวมกับกระเทียม จะเป็นกระเทียมสดหรือกระเทียมแคปซูลก็ได้

    ประโยชน์                                                               
     - กระตุ้นและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย หยุดยั้งไวรัสและแบคทีเรียต่างๆได้ เช่น หวัด โรคกระเพาะ อาหารเป็นพิษ 
     - ช่วยเลือดไหลเวียนดี ละลายลิ่มเลือด ลดความดัน 
     - บำรุงตับ สามารถรักษาโรคตับแข็ง ไวรัสตับอักเสบ A,B,C และลดความเป็นพิษต่อตับของเห็ดมีพิษได้ 
     - ป้องกันและบรรเทาปัญหาแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน 
     - ป้องกันโรคต้อกระจก และโรคตาต่างๆ 
     - ป้องกันโรคหัวใจ 
     - โรคเส้นโลหิตในสมองแตก 
     - เพิ่มการทำงานของวิตามิน C และ E, กลูตาไธโอนและ Q10 และสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้อีก   
     - สามารถปิดสวิทซ์ของรหัสพันธุกรรมที่เร่งขบวนการชราภาพและปิดสวิทซ์การเกิดโรคมะเร็งได้ 
     - ล้างและกำจัดสารพิษในร่างกายได้ดี 
     - ลดความอ้วน 
     
    น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์ต่อทารกและตัวอ่อนในครรภ์
     
    เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวช่วยให้การดูดซับสารอาหารที่สำคัญเช่นแร่ธาตุและวิตะมินต่างๆทำได้ดีขึ้น หากผู้ที่กำลังจะเป็นแม่รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ำมันมะพร้าว ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์จะพลอยได้รับสารอาหารที่สำคัญตามไปด้วย
     
    สำหรับทารกแรกเกิดที่มีน้ำหนักตัวน้อย จากการศึกษาพบว่า ทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยที่ได้รับอาหารสูตรผสมกรดไขมันสายปานกลาง มีอัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้น อัตราการรอดชีวิตสูงขึ้น การศึกษานี้แบ่งทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งได้รับอาหารที่ผสมด้วยน้ำมันมะพร้าว กลุ่มที่ได้รับน้ำมันมะพร้าวโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเป็นเพราะการเจริญเติบโตของร่างกาย ไม่ใช่เพราะอ้วน จากผลการทดลองจึงเป็นเรื่องไม่น่าประหลาดใจที่เราสามารถ พบกรดไขมันสายปานกลางได้ในน้ำนมแม่ 

    กรดไขมันสายปานกลางในน้ำนมแม่ช่วยให้การดูดซับสารอาหารทำได้ง่ายขึ้นขณะเดียวกันช่วย ป้องกันการติดเชื้อ ยิ่งในน้ำนมแม่มีกรดไขมันสายปานกลางมากเท่าไรทารกก็จะยิ่งมีสุขภาพดีขึ้นเท่านั้น คุณภาพของน้ำนมแม่ขึ้นอยู่กับชนิดของอาหารที่แม่รับประทาน ถ้าแม่รับประทานอาหารด้อยคุณภาพน้ำนมจะมีคุณภาพต่ำ หากแม่รับประทานอาหารที่ส่งเสริมสุขภาพ ทารกจะได้น้ำนมที่กอบด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อสุขภาพและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
     
    กรดไขมันสายปานกลางในน้ำนมแม่สามารถลดต่ำลงจนเหลือแค่ 3 หรือ 4 เปอเซนต์ เมื่อผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวถูกผสมลงในอาหารปริมาณของกรดไขมันสายปานกลางจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัย ตัวอย่างเช่น การรับประทานน้ำมันมะพร้าว 40 กรัม (ประมาณ 3 ช้อนโต๊ะ) ในแต่ละมื้อ ทำให้กรดลอริคในน้ำนมแม่ที่ให้นมบุตรเพิ่มขึ้นชั่วคราวจาก 3.9 เป็น 9.6 เปอเซนต์หลังจาก 14 ชั่วโมง ปริมาณของกรด คาปรีลิคและกรดคาปริคก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน แม่ที่รับประทานอาหารที่มีส่วนประกอบของมะพร้าวทุกวันสามารถเพิ่มปริมาณกรดไขมันสายปานกลางในน้ำนมขึ้นถึง 18 เปอเซนต์ ปริมาณที่เพิ่มขึ้นนี้จะไปส่งเสริมคุณสมบัติการปกป้องตามธรรมชาติของน้ำนมและสนับสนุนอัตราการย่อยกรดไขมันที่ ส่งเสริมการเจริญเติบโตและเสริมสร้างพัฒนาการ
     
    หากแม่ไม่ได้รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยกรดไขมันสายปานกลางช่วงก่อนคลอดและในระหว่างให้นมบุตร ต่อมน้ำนมจะสามารถผลิตกรดลอริคได้ประมาณ 3 เปอเซนต์ละกรดคาปริคอีกประมาณ 1 เปอเซนต์เท่านั้น เด็กจะขาดสารอาหารที่จำเป็นกับการสร้างความเจริญเติบโตและภูมิคุ้มกันไปเป็นจำนวนมากจากจำนวนที่เด็กอ่อนควรได้รับ
                 
    น้ำมันมะพร้าวช่วยสมานผิวป้องกันการเกิดท้องลาย
     
    น้ำมันมะพร้าวช่วยเร่งฟื้นฟูอาการบาดเจ็บและติดเชื้อของผิวหนังทุกชนิด ป้องกันการเกิดแผลเป็นที่น่าเกลียด หากใช้ก่อนล่วงหน้าอาการบาดเจ็บนั้นๆจะหายเร็วยิ่งขึ้น จึงเป็นสิ่งดีที่จะใช้น้ำมันมะพร้าวเป็นประจำทุกวัน ตัวอย่างเช่น คุณผู้หญิงที่ต้องการจะเป็นแม่ หากนวดน้ำมันมะพร้าวที่หน้าท้อง ทุกวันตั้งแต่ก่อนไปจนตลอดและหลังการคลอด การเกิดท้องลายจะไม่เป็นปัญหา
     
    หรือผู้ที่เล่นเพาะกายเมื่อทำขนาดของร่างกายและกล้ามเนื้อให้ใหญ่ขึ้น บางคนมีริ้วรอยที่เกิดจากการยืดของผิวหนัง ปัญหานี้แก้ได้โดยใช้น้ำมันมะพร้าว ทั้งนวดและรับประทาน แผลถูกของมีคม แผลไฟไหม้ และแผลจากการบาดเจ็บอื่นๆจะหายเร็วยิ่งขึ้นและเกิดแผลเป็นน้อยลงด้วยน้ำมันมะพร้าว
     
    การบาดเจ็บ ติดเชื้อ หูด ไฝ และรอยด่างดำต่างๆล้วนตอบสนองกับการเยียวยาด้วยน้ำมันมะพร้าวเป็นอย่างดี หากอากาศเย็น การอุ่นน้ำมันมะพร้าวก่อนใช้จะให้ผลดียิ่งขึ้น โดยแช่ขวดน้ำมันมะพร้าวในน้ำร้อน น้ำมันอุ่นๆจะแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้นและลึกขึ้น การนวดจะช่วยให้น้ำมันแทรกซึมสู่ผิวหนังได้ดียิ่งขึ้นอีก เคล็ดลับของการใช้น้ำมันมะพร้าวแก้ปัญหาผิวหนังคือ ให้ผิวหนังบริเวณที่มีปัญหาชุ่มด้วยน้ำมันมะพร้าวอยู่เสมอ

    edit @ 9 Jul 2011 10:13:12 by What we are together.

    pic_no_1529_baby1.jpgดูแลตัวเองเพื่อการตั้งครรภ์อย่างมีสุข

             ไม่ว่าการตั้งครรภ์ของคุณในครั้งนี้จะอยู่ในแผนของคุณหรือไม่ก็ตาม  9 เดือนต่อไปนี้คุณจะได้สัมผัสกับประสบการณ์ที่คุณจะต้องจดจำตลอดไป  ชีวิตน้อย ๆ กำลังเกิดขึ้นในร่างกายของคุณ  และคุณก็กำลังรอคอยอย่างมีความสุข   ผู้หญิงตั้งครรภ์ไม่ใช่คนป่วย  ฉะนั้นจึงควรดำรงชีวิตอย่างปกติ  ทำกิจกรรมที่เคยทำ  แต่ควรทำอย่างระมักระวังมากขึ้นเท่านั้นเอง

             การตั้งครรภ์สามารถเป็นสิ่งที่มีความสุขได้หากเรามีใจที่จะยอมรับมัน  จากวันที่เริ่มตั้งครรภ์คุณควรที่จะมีความสุขกับชีวิตน้อย ๆ ที่กำลังเจริญเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ภายในตัวคุณ  คุณควรจะให้ความสำคัญกับทุกการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของคุณและชีวิตน้อย ๆ ในตัวคุณ  ทำทุกวันให้มีความสุข  และผลที่ได้รับก็คือคุณจะตั้งครรภ์อย่างไม่มีปัญหาตลอดการตั้งครรภ์

    • เคล็ดลับดี ๆ สำหรับการตั้งครรภ์

    1.   คอยสังเกตว่าตัวเราต้องการอะไรแล้วทำไปตามนั้น  ร่างกายของคุณเองจะบอกได้ดีที่สุดว่าต้องการอะไร

    2.   อ่านหนังสือที่ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการตั้งครรภ์เยอะ ๆ ปรึกษาและแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับคนอื่น ๆ มันจะทำให้คุณมีความเครียดน้อยลง

             กุญแจสำคัญคือมีความสุขกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตน้อย ๆ ในร่างกายคุณในแต่ละวัน  อย่าคิดเลยไปถึงตอนคลอดมากมายนักในตอนแรกที่ตั้งครรภ์  เพราะอย่างไรก็ตามการคลอดก็จะเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุดเวลาหนึ่งในชีวิตคุณอยู่แล้วการได้พบหน้าลูกเป็นครั้งแรกนั้นสามารถที่จะทำให้คุณลืมความเจ็บปวดทั้งปวงได้


    • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรจะออกกำลังกายหรือเปล่า

             หากสภาพร่างกายคุณพร้อมและสามารถที่จะออกกำลังกายได้  การออกกำลังกายเบา ๆ ก็เป็นวิธีที่ทำให้คุณรู้สึกดีได้เช่นกัน  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอระหว่างตั้งครรภ์ไม่เพียงแค่ทำให้การคลอดของคุณง่ายขึ้นเท่านั้นแต่ยังทำให้คุณไม่ปวดหลังและกลับมีรูปร่างที่สวยงามหลังคลอดได้เร็วขึ้นอีกด้วย

    • หลีกเลี่ยงท้องลายหลังคลอด

             เมื่อเราดูแลท้องของเราอย่างดีและถูกวิธี  เราก็สามารถหลีกเลี่ยงการท้องลายหลังคลอดได้อย่างแน่นอน

    1.   แนะนำให้ทาน้ำมัน  Rosehip  ทั่วร่างกายเน้นที่บริเวณท้องหลังอาบน้ำตั้งแต่วันแรกที่รู้ตัวว่าท้องจนกระทั่งคลอด  น้ำมัน Rosehip  นั้นปลอดภัยต่อครรภ์  และยังให้ผลที่ดีเยี่ยมกับผิวอีกด้วย

    2.   ควรขัดตัวอย่างเบามืออาทิตย์ละ 2 ครั้ง

    3.   เมื่อตั้งครรภ์ได้ 6 เดือน  ดิฉันใช้ครีมสำหรับทาผิวหน้าทาที่บริเวณท้อง  และผลที่ได้รับก็ดีเยี่ยมจริง ๆ

    4.   การแช่ตัวในน้ำเย็นอุณหภูมิห้องผสมกับเกลือทะเลนั้นปลอดภัยสำหรับคนท้อง  มันจะทำให้คุณรู้สึกสดชื่นและลดอาการบวม  และปวดเมื่อที่ขา

    • ความเชื่อโบร่ำโบราณ

             ผู้เฒ่าผู้แก่ในประเทศไทยแนะนำให้ดื่มน้ำมะพร้าวสด 1 แก้วทุกวัน  ตั้งแต่ท้องได้ประมาณ 7 เดือนจนกระทั่งคลอด  ส่วนในประเทศเวียดนาม  มีการแนะนำให้รับประทานไข่ห่านเดือนละ 1 ฟอง  ทั้งการดื่มน้ำมะพร้าวและการรับประทานไข่ห่าน  คิดว่าทุกคนคงทำตามได้อย่างไม่ยุ่งยากนัก

    • การคืนหุ่นสวยหลังคลอด

             การอยู่ไฟของไทยนั้นเป็นทรีตเม้นต์ที่เยี่ยมยอดมาก  ขึ้นตอนการทรีตเม้นต์จะประกอบไปด้วยการประคบตามร่างกายด้วยสมุนไพร  ขัดตัวด้วยขมิ้น  การอบตัวด้วยสมุนไพร  และการดื่มน้ำสมุนไพร  การอยู่ไฟนั้นจะต้องทำประมาณ 10 วัน  และควรจะปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ  ผลที่ได้รับจากการอยู่ไฟนั้นมีมากมายเหนือจะพรรณนา

    • การให้นมลูก

             การให้นมลูกนั้นเป็นหนทางหนึ่งที่ทำให้เราได้ใกล้ชิดกับลูก  น้ำนมแม่นั้นมีคุณประโยชน์ต่อลูกมากมาย  อีกทั้งการให้นมลูกยังสามารถเผาผลาญแคลอรี่ได้เป็นจำนวนมาก  จึงทำให้คุณแม่กลับมามีรูปร่างที่งดงามเร็วขึ้นอีกด้วย

    • ชีวิตหลังคลอด

             เราไม่ควรปล่อยให้เด็กแรกเกิดกลายเป็นเสมือนดั่งเจ้านายคนใหม่เพราะนั่นจะทำให้คุณรู้สึกเครียดเด็กนั้นน่ารัก  มีแต่ความรักให้คุณ  มอบความไว้ใจคุณ  และสามารถยอมรับและให้อภัยได้เสมอเมื่อคุณทำผิดพลาด  ดังนั้นเมื่อคุณพบว่าลูกของคุณไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณทำและเริ่มจะงอแง  ลองอธิบายสิ่งที่คุณทำและกล่าวคำขอโทษลูกเมื่อคุณทำผิดพลาด
             เด็กทารกนั้นใช้การสื่อสารได้ดีมาก  และบางทีก็สามารถเป็นครูสอนวิธีใช้การสื่อสารกับเราได้  ลองสังเกตและตั้งใจฟัง  เด็ก ๆ จะสื่อให้เราเข้าใจในสิ่งที่เขาต้องการ

    • คอยสังเกตดูอารมณ์

             คุณแม่มือใหม่จะต้องประสบกับอารมณ์รูปแบบต่าง ๆ ของเด็ก ๆ และอาจจะเกิดความเครียดได้ฉะนั้นอย่าลังเลที่จะปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญ  หรือเพื่อนเพื่อคลายความเครียด  จำไว้ว่าทารกจะสามารถรับรู้อารมณ์ของคุณได้และจะแสดงออกมาเป็นการกระทำ

    • การอาบน้ำ…ช่วงเวลาแห่งความสุข

             การอาบน้ำหรือการได้ลูบไล้เนื้อตัวเบา ๆ พร้อมกับการขับกล่อมด้วยเสียงเพลงจะทำให้ทารก   รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข  ใช้น้ำมันมะกอกชโลมทั่วผิวกายเพื่อให้ผิวทารกชุ่มชื้น  ทาครีมบำรุงผิวชนิดที่ปราศจากกลิ่นหรือสารเคมีเจือปน  จะช่วยให้ผิวของเด็กเกิดความสมดุลและนุ่มนวล

    ...............................................................................................................

    http://www.naturalmind.co.th

    น้ำมันมะพร้าว 100 % สกัดเย็น

    - แร่ธาตุที่สำคัญและวิตะมินบางชนิดต้องละลายในไขมัน
    แคลเซี่ยม แม็กเนเซี่ยม เบตาแคโรทีน วิตะมิน A, D, E, K ล้วนต้องละลายในไขมันร่างกายจึงจะดูดซับไปใช้งานได้ คนเราจึงไม่สามารถขาดการบริโภคไขมัน เพราะน้ำมันมะพร้าวย่อยง่าย เปลี่ยนเป็นพลังงานได้เร็ว จึงช่วยนำแร่ธาตุและวิตะมินต่างๆเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้เร็ว

    - น้ำมันมะพร้าวช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
    หากร่างกายขาดแคลเซี่ยมและแม็กเนเซี่ยม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง เกิดอาการกระดูกเปราะ แตกหักง่าย การรับประทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซับแคลเซี่ยมและแม็กเนเซี่ยม จึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง

    - น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์กับทารกและตัวอ่อนในครรภ์
    เพราะน้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายดูดซับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย หากผู้ที่กำลังจะเป็นคุณแม่รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยน้ำมันมะพร้าว ทารกจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างพอเพียง นอกจากนั้นในน้ำมันมะพร้าวยังประกอบด้วยกรดลอริค ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้ในน้ำนมแม่ การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหาร และกรดลอริคนี่เองที่มีอำนาจในการฆ่าเชื้อโรค ทำให้ทารกแข็งแรงมีภูมิคุ้มกัน

    ความหมายของคำว่าไขมันอิ่มตัวและไม่อิ่มตัว
    การจับกันของโมเลกุลกรดไขมัน ถ้าจับกันแบบหลวมๆสามารถแปรเปลี่ยนได้ง่ายจะได้เป็นไขมันไม่อิ่มตัว แต่ถ้าจับกันแบบเหนียวแน่นไม่สามารถแปรเปลี่ยนได้ง่ายจะได้เป็นไขมันอิ่มตัว คำว่าอิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวจึงหมายถึงการจับตัวกันของโมเลกุลกรดไขมัน ไม่ได้หมายความว่าเป็นน้ำมัน ดี หรือ ไม่ดี
     
    สาเหตุที่น้ำมันมะพร้าวถูกโจมตี
    เมื่อประมาณ 40 ปีมาแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันถั่วเหลืองในสหรัฐอเมริกาได้ออกมาใช้ผลงานวิจัยโจมตีเหมาเอาว่าน้ำมันที่เป็นไขมันอิ่มตัวทั้งหมดเป็นอันตรายต่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวสูงพลอยรับผลกระทบนี้เข้าไปเต็มๆ แน่ละว่าเป็นเหตุผลทางการตลาด แต่หน่วยงานของรัฐกลับออกมาสนับสนุนด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ ที่ว่ารู้เท่าไม่ถึงการเนื่องจากกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันถั่วเหลืองไม่ได้ระบุไว้ด้วยว่า ยกเว้นน้ำมันมะพร้าว (ในขณะนั้นอาจยังไม่รู้ข้อเท็จจริง)
     
    น้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดดี
    เป็นความจริงที่ไขมันอิ่มตัวส่วนมากทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น แต่มีไขมันอิ่มตัวบางชนิด (น้ำมันมะพร้าวและน้ำมันปาล์ม) ไม่ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น ในทางกลับกันยังทำให้ระดับของ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลดีเพิ่มขึ้น และระดับของ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตออลร้ายลดลง อันที่จริงน้ำมันมะพร้าวมีคอเลสเตอรอลน้อยกว่าน้ำมันชนิดอื่นๆ คือมีอยู่แค่ 14 PPM ในขณะที่น้ำมันปาล์ม, น้ำมันถั่วเหลือง, น้ำมันข้าวโพด, เนยเหลว และน้ำมันหมู มีคอเลสเตอรอลอยู่ที่ 18, 28, 50, 3150 และ 3500 PPM ตามลำดับ (PPM=1ส่วนในล้านส่วน)
     
    ข้อดีของไขมันอิ่มตัว
    เพราะไขมันอิ่มตัวมีโมเลกุลที่จับกันอย่างแน่นหนา จึงไม่แปรสภาพหรือเสื่อมเสียได้ง่าย หากผสมน้ำมันมะพร้าวกับน้ำมันไม่อิ่มตัว น้ำมันมะพร้าวจะช่วยรักษาน้ำมันไม่อิ่มตัวนั้นให้พลอยไม่เสื่อมสภาพไปง่ายๆด้วย ปัจจุบันจึงมีการใช้น้ำมันมะพร้าวซึ่งเป็นไขมันอิ่มตัวชนิดดี ผสมลงในอาหารเพื่อเป็นการเก็บรักษาหรือการถนอมอาหาร
     
    ข้อเสียของไขมันไม่อิ่มตัว
    ข้อเสียของไขมันไม่อิ่มตัวคือเสื่อมสภาพได้ง่ายนั่นเอง จึงต้องมีการนำไขมันไม่อิ่มตัวมาเพิ่มสารเคมีและให้ความร้อน ซึ่งเราเรียกว่าน้ำมันผ่านกรรมวิธี การนำน้ำมันมาผ่านกรรมวิธีทำให้เก็บรักษาได้นานขึ้นแต่ทำให้การจับตัวของโมเลกุลกรดไขมันเปลี่ยนแปรไปเกิดเป็นกรดไขมันทรานส์ และไขมันทรานส์นี่เองที่เป็นโทษกับร่างกาย ทำให้เกิดโรคมะเร็ง เบาหวาน และโรคหัวใจ สำหรับน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัว จึงไม่จำเป็นต้องผ่านกรรมวิธี ทำให้ไม่มีกรดไขมันทรานส์
     
    น้ำมันมะพร้าวไม่ก่อให้เกิดสารก่อมะเร็งเมื่อถูกนำไปปรุงอาหารด้วยความร้อน
    ด้วยความที่น้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัวไม่เสื่อมสภาพหรือแปรสภาพได้ง่าย จึงไม่เปลี่ยนรูปเป็นไขมันทรานส์ที่เป็นสารก่อมะเร็งเมื่อต้องถูกกับความร้อนหากนำไปใช้เป็นน้ำมันทอดอาหาร ซึ่งแตกต่างจากน้ำมันพืชชนิดอื่นๆ นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังมีอัตราการเกิดโพลิเมอร์ต่ำ หมายถึงสารเหนียวที่เกิดจากการทอดด้วยไฟแรง และไม่เหม็นหืนง่ายเหมือนน้ำมันไม่อิ่มตัวทั่วๆไป
     
    น้ำมันมะพร้าวไม่เป็นโทษกับร่างกาย
    พอล ซอร์ซี่ ต้นตำรับของการทำน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็น บิดาของพอลเป็นแพทย์แผนโบราณ พอลจึงรับประทานน้ำมันมะพร้าวมาแต่เล็กๆทุกวันวันละ 2 ช้อน ใช้น้ำมันมะพร้าวนวดตัวตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าทุกวัน ปรุงอาหารทุกชนิดด้วยน้ำมันมะพร้าว (พอลเป็นพ่อครัวชั้นดี เคยทำงานเป็นกุ๊กในโรงแรมหรูอย่าง วอลดอล์ฟแอสโตเรีย) พอลมีอายุยืนยาวถึง 102 ปี
     
    แร่ธาตุที่สำคัญและวิตะมินบางชนิดต้องละลายในไขมัน
    แคลเซี่ยม แม็กเนเซี่ยม เบตาแคโรทีน วิตะมิน A, D, E, K ล้วนต้องละลายในไขมันร่างกายจึงจะดูดซับไปใช้งานได้ คนเราจึงไม่สามารถขาดการบริโภคไขมัน เพราะน้ำมันมะพร้าวย่อยง่าย เปลี่ยนเป็นพลังงานได้เร็ว จึงช่วยนำแร่ธาตุและวิตะมินต่างๆเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายได้เร็ว
     
    น้ำมันมะพร้าวช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
    หากร่างกายขาดแคลเซี่ยมและแม็กเนเซี่ยม จะทำให้กระดูกไม่แข็งแรง เกิดอาการกระดูกเปราะ แตกหักง่าย การรับประทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซับแคลเซี่ยมและแม็กเนเซี่ยม จึงเป็นหนทางหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างกระดูกให้แข็งแรง
     
    น้ำมันมะพร้าวเป็นประโยชน์กับทารกและตัวอ่อนในครรภ์
    เพราะน้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายดูดซับสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย หากผู้ที่กำลังจะเป็นคุณแม่รับประทานอาหารที่ประกอบด้วยน้ำมันมะพร้าว ทารกจะได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างพอเพียง นอกจากนั้นในน้ำมันมะพร้าวยังประกอบด้วยกรดลอริค ซึ่งเป็นกรดไขมันที่พบได้ในน้ำนมแม่ การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจึงเป็นการกระตุ้นให้น้ำนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหาร และกรดลอริคนี่เองที่มีอำนาจในการฆ่าเชื้อโรค ทำให้ทารกแข็งแรงมีภูมิคุ้มกัน
     
    น้ำมันมะพร้าวมีประโยชน์กับผู้มีปัญหาเรื่องตับ
    จากที่กล่าวแล้วว่าคนเราจำเป็นต้องรับประทานไขมัน แต่น้ำมันส่วนมากเป็นกรดไขมันสายยาวจึงย่อยยาก ต้องอาศัยน้ำดีและเอนไซม์จากตับเป็นตัวช่วยย่อย กระบวนการการย่อยไขมันจะเกิดที่ลำไส้ ผู้ที่เป็นเบาหวานตับอ่อนบกพร่อง หรือผู้ที่เคยผ่าตัดเอาถุงน้ำดีออกจะรู้กันดีว่ามีปัญหาเรื่องย่อยไขมัน สำหรับน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันสายปานกลาง ย่อยง่ายสามารถย่อยได้แม้ในกระเพาะอาหาร น้ำมันมะพร้าวจึงมีประโยชน์มากกับผู้มีปัญหาเรื่องตับ
     
    น้ำมันมะพร้าวถูกใช้เป็นอาหารเสริมกำลังแก่นักกีฬา
    ด้วยความที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถนำไปใช้สร้างเป็นพลังงานได้เร็ว น้ำมันมะพร้าวจึงถูกนำไปทำเป็นอาหารบำรุงกำลังแก่นักกีฬาทั้งแบบชงดื่มและแบบแท่ง ทั้งนี้ไม่เป็นการผิดกฏ เนื่องจากการใช้น้ำมันมะพร้าวช่วยเพิ่มพลังงานไม่มีผลตกค้างและผลข้างเคียงแบบการใช้ยาหรือการใช้สารกระตุ้น
     
    น้ำมันมะพร้าวกับการทำงานของต่อมไทรอยด์
    บางขณะการทำงานของต่อมไทรอยด์ติดอยู่ในอัตราที่ต่ำเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในนามของปัญหาไทรอยด์ต่ำ การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจะช่วยบู๊สท์พลังงานให้กับต่อมไทรอยด์ เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวให้พลังงานสูง ดูดซับเร็ว จึงสามารถกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์กลับมาทำงานในอัตราปรกติได้
     
    น้ำมันมะพร้าวช่วยปกป้องคุ้มครองไต
    โรคไตเป็นสภาวะแทรกซ้อนของเบาหวาน ไตวายเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้เสียชีวิตของโรคเบาหวาน เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้รับการควบคุมเป็นเวลานานปัญหาการไหลเวียนจึงเกิดขึ้น สร้างความเสียหายให้กับเส้นเลือดเล็กๆที่ไต มีหลักฐานว่าน้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันไตจากความเสียหาย และช่วยให้กลับมาทำงานได้อย่างถูกต้อง ตัวอย่างจากงานศึกษาชิ้นหนึ่ง สภาวะไตวายถูกทำให้มีขึ้นในสัตว์ทดลอง กลุ่มที่ได้รับน้ำมันมะพร้าวมีความเสียหายร้ายแรงเกิดขึ้นกับไตน้อยกว่า และมีอายุอยู่ได้นานกว่า นักวิจัยสรุปว่าน้ำมันมะพร้าวมีผลในการช่วยป้องกันไต ถ้าความเสียหายไม่รุนแรงจนเกินไป น้ำมันมะพร้าวสามารถช่วยให้อาการดีขึ้นได้ แต่ถ้าความเสียหายเกิดขึ้นอย่างถาวร น้ำมันมะพร้าวจะช่วยไม่ให้อาการเลวร้ายลงกว่าเดิม
     
    น้ำมันมะพร้าวมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ
    น้ำมันมะพร้าวเมื่อแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระจะมีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อโรค การรับประทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำจะทำให้เชื้อโรคร้ายต่างๆในร่างกายของเราลดลง ทำให้ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย การฆ่าเชื้อของน้ำมันมะพร้าวไม่เหมือนกับการฆ่าเชื้อด้วยยาปฎิชีวนะ จึงไม่ทำให้เชื้อเกิดการดื้อยา นอกจากนี้น้ำมันมะพร้าวยังช่วยขับถ่ายพยาธิอีกด้วย
     
    น้ำมันมะพร้าวกับปัญหาเชื้อรา
    เชื้อราในที่นี้มีชื่อว่าเชื้อราแคนดิดา คุณผู้หญิงจะรู้จักมันในรูปแบบของเชื้อราในช่องคลอด บรรดาคุณพ่อคุณแม่จะรู้จักมันในรูปแบบของเชื้อราที่เกิดตามปากและช่องคอของเด็กอ่อน หรือเชื้อราตามผิวหนังที่เกิดภายใต้ความอับชื้นของผ้าอ้อม ปกติเชื้อราแคนดิดาอาศัยอยู่ในลำไส้ของมนุษย์อย่างไม่มีพิษภัย เนื่องจากถูกสารที่เกิดจากแบ็คทีเรียชนิดดีคอยควบคุมไว้ จึงมีจำนวนไม่มากนัก แต่เมื่อเรารับประทานยาบางชนิดโดยเฉพาะ ยาปฏิชีวนะ จำพวกสเตียรอยด์ (คอร์ซิโตน, เอทีซีเอช, เพร็ดนิโซน, และยาคุมกำเนิด) ยาพวกนี้จะฆ่าแบ็คทีเรียในลำไส้ของเราไม่ว่าเป็นชนิดดีหรือชนิดร้าย แต่ไม่ฆ่าเชื้อราแคนดิดา เมื่อไม่มีแบ็คทีเรียคอยควบคุม เชื้อราแคนดิดาจะทวีจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างของตัวเองเป็นราหลายเซลฝังตัวลงในลำไส้ ทำให้ลำไส้เป็นแผล เกิดโรคลำไส้อักเสบ น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราพวกนี้ และสามารถคืนความสมดุลให้กับลำไส้เมื่อเรารับประทานเป็นประจำ
     
    น้ำมันมะพร้าวช่วยแก้ปัญหาการอักเสบเรื้อรัง
    ท่านที่มีปัญหาไม่สบายเนื้อตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ ผิวหนังมีอาการแพ้หรืออักเสบเรื้อรังเป็นรอยด่างดำ มีการอักเสบที่ระบบทางเดินอาหารทำให้ท้องเสียเรื้อรัง การรับประทานน้ำมันมะพร้าวทุกวันสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เพราะน้ำมันมะพร้าวจะเข้าไปช่วยสร้างความสมดุลในระบบทางเดินอาหารเช่นในกระเพาะและลำไส้ ช่วยลดจำนวนของแบ็คทีเรียร้าย และทำให้แบ็คทีเรียชนิดดีเพิ่มปริมาณมากขึ้น
     
    น้ำมันมะพร้าวไม่ทำอันตรายแบ็คทีเรียชนิดดีในลำไส้
    ในร่างกายของคนเรา ส่วนมากในลำไส้จะประกอบด้วยแบ็คทีเรียชนิดที่เป็นคุณและเป็นโทษกับร่างกาย แบ็คทีเรียชนิดดีจะคอยควบคุมของปริมาณของแบ็คทีเรียร้ายไม่ให้มีมากเกินไป การรับประทานยาบางชนิดจะไปฆ่าแบ็คทีเรียทั้งชนิดที่เป็นโทษและเป็นคุณกับร่างกาย การรับประทานน้ำมันมะพร้าวจะไม่ฆ่าแบ็คทีเรียชนิดดี เพราะแบ็คทีเรียชนิดดีก็เช่นเดียวกับร่างกายหรือเซลล์ของร่างกาย ที่ชอบแต่อาหารที่ดีมีประโยชน์ ต่างกับแบ็คทีเรียร้ายที่ชอบอาหารพวกคาร์โบไฮเดรท
     
    น้ำมันมะพร้าวเป็นสารแอนตีออกซิแดนท์
    การเสื่อมสภาพหรือการออกซิเดชั่นของไขมันนั้น เกิดขึ้นได้ทั้งภายนอกและภายในร่างกาย การเสื่อมสภาพของไขมันในร่างกายทำให้เกิดโรคร้ายต่างๆมากมาย เช่นทำให้เกิดโรคมะเร็ง เส้นเลือดอุดตันอันนำไปสู่การเป็นโรคความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ การเสื่อมของประสาทตาในโรคเบาหวานเป็นต้น เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวสามารถยับยั้งการเสื่อมสภาพของไขมัน ช่วยลดอนุมูลอิสระที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของไขมันในร่างกาย น้ำมันมะพร้าวจึงเป็นสารแอนตีออกซิแดนท์
     
    น้ำมันมะพร้าวช่วยป้องกันการเกิดมะเร็ง โรคหัวใจ และเบาหวาน
    ด้วยเหตุที่น้ำมันมะพร้าวช่วยลดอนุมูลอิสระ อันเกิดจากการเสื่อมสภาพหรือการออกซิเดชั่นภายในร่างกาย จึงช่วยลดการเสื่อมของหลอดเลือดหัวใจ ลดการเสื่อมของดวงตาในกรณีของโรคเบาหวาน และลดอนุมูลอิสระที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง น้ำมันมะพร้าวจึงทำให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยด้วยโรคต่างๆด้วยเหตุนี้
     
    น้ำมันมะพร้าวทำให้เหงือกแข็งแรง
    ปัญหาโรคเหงือก เหงือกช้ำ บวม แดง หรือมีเลือดออกตามไรฟัน สามารถแก้ได้โดยการรับประทานน้ำมันมะพร้าวเป็นประจำ เพราะน้ำมันมะพร้าวทำให้ร่างกายแข็งแรง ทำให้เหงือกแข็งแรง (อาการเกี่ยวกับเหงือกอาจเป็นอาการแทรกซ้อนของโรคเบาหวาน)
     
    น้ำมันมะพร้าวกับการทำออยล์พูลลิ่ง
    ออยล์พูลลิ่งเป็นการบำบัดด้วยวิธีทางธรรมชาติ โดยการอมและเคลื่อนน้ำมันไปทั่วช่องปากประมาณวันละ 15-20 นาทีจึงบ้วนทิ้งไป ออยล์พูลลิ่งจะดึงแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดโรคหรือสร้างสารพิษออกจากช่องปาก ทำให้ช่องปากรวมไปถึงร่างกายมีสุขภาพดี น้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์บีบเย็นเหมาะจะใช้ทำออยล์พูลลิ่ง เนื่องจากเป็นน้ำมันที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันพืชชนิดใด มีความสะอาด และยังมีกลิ่นรสเป็นที่น่าพอใจอีกด้วย
     
    เรื่องราวของน้ำมันมะพร้าวกับต่อมลูกหมาก
    ชายผู้หนึ่งอาศัยในประเทศฟินแลนด์ มีปัญหาต่อมลูกหมากโตทำให้ปัสสาวะลำบากมาเป็นเวลากว่าสิบปีจนต้องรับประทานยาติดต่อกันมา 7-8 ปีแล้ว แต่ผลข้างเคียงของยาทำให้คัดจมูก ชายผู้นี้ได้ความรู้จากอินเตอร์เน็ทว่า น้ำมันปาล์มสกัดสามารถแก้ปัญหาต่อมลูกหมากโตโดยไม่มีผลข้างเคียง จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำมันปาล์มสกัดแทนยาโดยได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ต่อมาเขาสังเกตว่ากรดไขมันในน้ำมันมะพร้าวและกรดไขมันในน้ำมันปาล์มนั้นมีความเหมือนกันในส่วนประกอบหลัก จึงเปลี่ยนมาใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันปาล์มสกัดที่หาซื้อยากในฟินแลนด์ ปัจจุบันเขารับประทานน้ำมันมะพร้าวติดต่อกันมาได้ 3 ปีแล้วโดยไม่มีปัญหากับการปัสสาวะ
     
    น้ำมันมะพร้าวกับเอนไซม์
    เอนไซม์มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิต จึงมีความสำคัญกับชีวิตเป็นอย่างมาก หากเอนไซม์หยุดทำงานชืวิตจะดับสิ้นไปอย่างรวดเร็ว ยาพิษที่ชื่อไซยาไนด์มีฤทธิ์หยุดยั้งการทำงานของเอนไซม์ เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายจะทำให้เสียชีวิตภายในเวลาไม่กี่วินาทีเพราะไปหยุดยั้งการทำงานของเอนไซม์
    แต่ถ้าเอนไซม์ในร่างกายบกพร่องมีปริมาณลดน้อยลงเนื่องจากรับประทานอาหารที่ไม่มีเอนไซม์ ร่างกายจะเสื่อมโทรมเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆ น้ำมันมะพร้าวมีส่วนช่วยให้ร่างกายประหยัดเอนไซม์ทั้งทางตรงและทางอ้อม จึงมีส่วนทำให้ร่างกายมีสุขภาพแข็งแรงในอีกทางหนึ่ง
     
    น้ำมันมะพร้าวกับเอดส์
    การทดลองเรื่องผลของน้ำมันมะพร้าวที่มีต่อไวรัส HIV ทำขึ้นครั้งแรกที่โรงพยาบาลซานลาซาโรในประเทศฟิลิปปินส์ การทดลองกระทำกับกลุ่มคนไข้อายุ 22-38 ปีที่ไม่เคยรับการรักษา HIV มาก่อน การทดลองใช้ระยะเวลา 6 เดือน ผลการทดลองวัดจากปริมาณไวรัสในเลือดและปริมาณของ CD4 (ซีดีโฟร์-ปริมาณของเซลล์เม็ดเลือดขาว) โดยให้คนไข้บางส่วนรับประทานน้ำมันมะพร้าววันละ 3½ ช้อนโต๊ะหรือน้อยกว่าเป็นประจำทุกวัน และให้คนไข้บางส่วนรับประทานโมโนลอริน ซึ่งเป็นโมโนกลีเซอร์ไรด์ของกรดลอริคในน้ำมันมะพร้าว เมื่อสิ้นสุดการทดลอง คนไข้ 8 ใน 14 คนมีปริมาณไวรัสในเลือดลดลง, 5 คนมีปริมาณ CD4 เพิ่มขึ้น และ 11 คนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งทั้งหมดเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการมีสุขภาพดีขึ้น น.พ.คอนราโด เดย์ริท กล่าวว่า "ผลการทดลองนี้ยืนยันคำกล่าวที่ว่า น้ำมันมะพร้าวมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อและสามารถช่วยให้ปริมาณไวรัส HIV ลดลงได้"
     
    การรับประทานน้ำมันมะพร้าว
    คำถามแรกที่ผู้เริ่มเรียนรู้ประโยชน์ของน้ำมันมะพร้าวมักจะถามคือ ควรรับประทานน้ำมันมะพร้าวในปริมาณวันละเท่าไร? คำตอบคือ วันละเท่าไรก็ได้ที่คุณรู้สึกเหมาะสม แม้แต่วันละครึ่งช้อนก็มีประโยชน์ ขนาดที่แนะนำคือ 3½ ช้อนโต๊ะสำหรับผู้ใหญ่ทั่วๆไป เป็นปริมาณที่อัตราส่วนพอๆกับกรดไขมันสายปา%

    นานาสาระอาหาร...

    posted on 05 Jul 2011 13:24 by potjanee
     

    ข้าวโพดเป็นธัญพืชสำคัญชนิดหนึ่ง และเป็นที่นิยมรับประทานมาก คนไทยชอบรับประทานข้าวโพดทั้งในรูปอาหารคาวหวานและอาหารว่างระหว่ามื้ออาหาร โดยนำข้าวโพดที่เมล็ดยังไม่ถึงกับแก่เต็มที่มานึ่ง ต้ม หรือย่างให้สุก แช่ในน้ำเกลือให้มีรสเค็มปะแล่มๆ หรือทาเนยเพื่อเพิ่มรสชาติ ข้าวโพดต้มจะอร่อยนุ่มลิ้นขึ้น หากรู้เคล็ดลับการต้ม สิ่งแรกที่ต้องปฏิบติก็คือ ต้มน้ำให้เดือดก่อน ใส่ฝักข้าวโพดที่เตรียมไว้ลงไป ต้มในน้ำไม่เกิน 5 นาที ยกชึ้น แล้วนำไปแช่ในน้ำละลายเกลือที่เตรียมไว้ เท่านี้ก็ได้ข้าวโพดที่อ่อนนุ่ม เม็ดสีเหลือง น่าลิ้มลองเป็นยิ่งนัก ทั้งนี้ ขณะต้มควรปิดฝาหม้อไว้ และไม่ควรใส่เกลือลงในน้ำ
     
    ไข่เป็นแหล่งอาหารโปรตีนที่สมบูรณ์ เมื่อกินไปจะได้รับสารอาหารสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายมากมาย นอกจากนี้ยังให้รสชาติอร่อย วิธีทดสอบง่าย ๆ คือ ใส่น้ำในชามก้นลึก ใส่ไข่ทั้งฟองลงไป คอยสังเกตดู หากไข่ใบไหนลอยขึ้นแสดงว่าเป็นไข่เก่า ส่วนไข่สดใหม่จะนอนอยู่ก้นชามสำหรับวิธีเก็บรักษาไข่ ควรวางด้านแหลมลงให้ด้านป้านอยู่บน เพื่อป้องกันไข่แดงแตกเสียหายซึ่งจะทำให้เน่าเสียได้ง่าย และเพื่อความปลอดภัยควรปรุงให้สุกเสมอก่อนรับประทาน
     
    รสเค็มและหวานของหัวไช้เท้าดองช่วยเพิ่มรสชาติได้ดีหัวไช้เท้าที่เราซื้อมาแล้วรับประทานไปหมดสามารถนำไปดองเค็มเพื่อเก็บไว้รับประทานได้ซึ่งอาจใช้วิธีดองทั้งหัวหรือหั่นเป็นชิ้นใหญ่บ้างเล็กบ้าง แต่ปัญหาจากการดองที่มักพบบ่อย ๆ ก็คือ จะมีกลิ่นเค็มมาก วิธีการดับกลิ่นเค็มนั้นทำได้โดยใส่ข่าลงไปเล็กน้อยขณะดอง กลิ่นจะหายไป ไม่มารบกวนในที่สุด
     
    “หวานเป็นลม ขมเป็นยา” ประโยคนี้คงใช้ได้กับมะระผักที่มีผิวขรุขระ แต่หากมีรสขมกินไปก็จะรับประทานไม่อร่อย บ้านเรามีมะระให้เลือกรับประทานสองชนิดคือ มะระจีน เป็นมะระลูกใหญ่ นิยมนำมาทำแกงจืดมะระยัดไส้หมูสับ มะระผัดไข่ หรือรับประทานกับกุ้งแช่น้ำปลา อีกชนิดคือ มะระขี้นก ลูกเล็ก ๆ สีเขียวเข้ม รสขมจัด นิยมนำมาลวกจิ้มกับน้ำพริกหากไม่ชอบความขมจากมะระ มีเคล็ดวิธีที่ช่วยลดความขมลงได้ คือ หั่นหรือซอยมะระเป็นชิ้น ๆ จากนั้นนำไปขยำคลุกเค้ากับเกลือ ทิ้งไว้สักครู่ล้างเกลือออกแล้วนำไปประกอบอาหาร จะลดความขมลงไปมาก
     
    ฟักเขียวที่ซื้อมาจากตลาดบางทีก็เลือกไม่ได้ ผลใหญ่เกินไป เวลาประกอบอาหารจึงต้องนำมาตัดแบ่งเพียงบางส่วน และเพื่อให้ส่วนที่เหลือสามารถเก็บไว้ได้นานๆ ก็ให้ใช้ปูนแดงที่กินกับหมากทาบริเวณรอตัด เพื่อป้องกันไม่ให้บริเวณรอยตัดเน่าเสียและลามไปเรื่อยๆ เพียงเท่านี้ คุณก็จะเก็บฟักไว้ประกอบอาหารได้นานหลายวัน
     
    ครัวไทยคุ้นเคยกับแตงกวาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะนำมารับประทานสดๆเป็นเครื่องจิ้มกับน้ำพริกต่างๆ หรือรับประทานกับอาหารประเภทนำที่มีรสเผ็ดจัดจ้าน ให้ความเย็นของแตงกวาช่วยลดความเผ็ดร้อนลง แตงกวาที่เราซื้อมารับประทานอาจมีรสขมติดอยู่ ทำให้เสียอรรถรสของมื้ออาหารนั้นไป แก้ไขได้โดยปอกเปลือกแตงกวาออกให้หมด แล้วหั่นตามยาว ปล่อยทิ้งไว้เพื่อให้น้ำยางที่ทำให้แตงกวามีรสขมไหลออกมาต่อจากนั้นแช่ในน้ำเกลือเจือจางสัก 3 นาทีก่อนนำมารับประทาน จะได้แตงกวาที่รสชาติดี
     
    การทำน้ำเก็กฮวยให้มีรสชาติดีและหอมอร่อยมีวิธีปฏิบัติง่าย ๆ ดังนี้
    1. ต้มน้ำให้เดือด ใส่น้ำตาลกรวด ชิมรสตามชอบ
    2. เมื่อน้ำเดือดอีกครั้งจึงใส่ดอกเก็กฮวย ปิดฝาหม้อยกลงจากเตา ปล่อยทิ้งไว้ให้เย็น ตักดอกเก็กฮวยทิ้งกรองเอาเฉพาะน้ำ เพียงเท่านี้ ท่านก็จะได้น้ำเก็กฮวยแสนอร่อยชื่นใจ
     
    เครื่องในสัตว์อย่างตับหมู ตับไก่ และตับวัวนำมาทำอาหารได้หลายอย่าง เช่น ผัดกับผักชนิดต่าง ๆ หรือเป็นสุกี้หม้อเดือด ตับหวานที่ชวนลิ้มลอง แต่ควรระวังเรื่องคอเลสเทอรอลและกรดยูริกที่มีอยู่ในเครื่องในสัตว์ จึงอาจรับประทานนาน ๆ ครั้ง เมื่อนำตับไปปรุงอาหาร คุณคงอยากลิ้มรสอันอ่อนนุ่มที่ได้จากตับ ทำได้ง่ายมาก โดยนำตับหมู ตับไก่ หรือตับวัวที่เตรียมไว้สำหรับทอด หมักกับนมสดชนิดใดก็ได้ประมาณ 10 นาที จากนั้นใส่ลงในกระทะ ทอดทีละชิ้น อย่าทอดนาน เพราะจะทำให้เนื้อตับกระด้างและขม เท่านี้ก็จะได้ตับเนื้อนุ่มมัน อร่อย ชวนให้รับรับประทานยิ่งนัก
     
    ผักที่ได้มาจากตลาดมันมีสิ่งสกปรกเจือปน ควรล้างให้สะอาดก่อนปรุงอาหาร ด้วยขั้นตอนปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้ 
    1. เตรียมชามใบใหญ่ใส่น้ำลงไป
    2.ใส่เกลือหนึ่งช้อนชา และเติมน้ำส้มสายชูเพียงเล็กน้อย
    3. เด็ดใบผักลงแช่ในน้ำ ทิ้งไว้ประมาณ 4 - 5 นาที เพื่อกำจัดหนอนและแมลงที่ซุกซ่อนอยู่ตามซอกใบ ทั้งยังทำให้ผักสดขึ้นอีกด้วย
    4. ล้างผักด้วยน้ำสะอาดอีกครั้ง เพื่อให้เศษหินทรายต่างๆหลุดออก เท่านี้ผักก็สะอาดพร้อมปรุง
     
    พริกมีรสเผ็ด ช่วยเจริญอาหาร แก้หวัดได้ดี โดยเฉพาะอาหารไทย ใช้พริกมากจนกลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเช่น ผัดกะเพรา ผัดพริกขิง แกงเผ็ดเป็ดย่าง ต้มยำ ต้มโคล้ง ล้วนแล้วแต่ใส่พริกเป็นส่วนผสม เพราะรสจัดจ้านคือสุดยอดของความอร่อย พริกแต่ละอย่างก็มีรสเผ็ดแตกต่างกันออกไป พริกขี้หนูได้ชื่อว่าเผ็ดร้อนและโด่งดังไปทั่วโลก เมื่อต้องนำพริกมาคั่วปรุงอาหาร แทนต้องถอนหายใจทุกที เพราะจะต้องทนแสบตา น้ำตาร่วงราวกับร้องไห้ขณะคั่วพริก ลองทำตามวิธีนี้ดู เติมเกลือในปริมาณพอเหมาะลงในกระทะขณะคั่วพริก จะช่วยลดกลิ่นฉุนที่ทำให้แสบร้อนนัยน์ตาได้
     
    ใบผักกาดแก้วและผักกาดหอมที่นำมาทำสลัดมักช้ำง่าย จึงควรหลีกเลี่ยงการหั่นด้วยมีด ใช้มือฉีกจะดีกว่าเพราะทำให้แลดูน่ารับประทาน และหากยังไม่ได้ใช้ก็ควรคลุมด้วยผ้าขาวบางเปียกน้ำหมาด ๆ เพื่อรักษาความชุ่มชื่น ไม่ให้ผักคายน้ำมากเกินไป ช่วยคงความสดของผักได้ยาวนานขึ้น
     
    เทคนิคปอกเปลือกไข่ง่ายนิดเดียว แช่ไข่ทิ้งไว้ในน้ำเย็นก่อน จากนั้นต้มน้ำให้ร้อน ใส่ไข่ลงไปเติมเกลือลงไปด้วยเล็กน้อย เกลือจะช่วยเคลือบผิวไข่ไม่ให้แตก เมื่อไข่สุกดีแล้ว เคาะเปือกไข่ให้แตก แช่ลงในน้ำเย็นสักพัก จะปอกเปลือกได้อย่างง่ายดาย ไข่ที่ต้มสุกแล้วนำมาทำอาหารต่าง ๆ ได้มากมาย เช่น ไข่พะโล้ ไข่ลูกเขย สลัด ยำ ฯลฯ นอกจากนี้ไข่ต้มยังสะดวกพกพาไปในระหว่างเดิทางของเด็ก ๆ เมื่อหิวก็นำขึ้นมารับประทานได้ทันที
     
    ปัญหาที่พบเวลาย่างปลาก็คือ ส่วนของเนื้อปลามักเกาะติดกับตะแกรงย่าง ทำให้เนื้อปลาหลุดลุ่ยดูไม่สวยงามน่ารับประทาน มีวิธีปฎิบัติง่าย ๆ ดังนี้
    1. จุดไฟในเตาถ่าน รอจนไฟร้อนได้ที่เสียก่อน
    2. นำตะแกรงย่างปลาวางบนเตา รอจนกระทั่งร้อน
    3. นำเนื้อปลาวางบนตะแกรง
    วิธีนี้จะทำให้เนื้อปลาไม่ติดกับตะแกรงอีก

    What we are together. View my profile